บทความน่ารู้
โรคหอบ...หืด ใครว่าไม่อันตราย



โรคหอบ...หืด ใครว่าไม่อันตราย

ตะลึงกันทั้งวงการบันเทิง เมื่อพระเอกหนุ่มเจ้าของฉายา "คีนู รีฟส์" เมืองไทย ออฟ-อภิชาติ พัววิมล เสียชีวิตกะทันหันด้วยโรคหอบหืด ที่เจ้าตัวเป็นมาตั้งแต่เด็ก หรือดาราตลก ดี๋ ดอกมะดัน ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู เนื่องมาจากโรคหอบหืด กำเริบเช่นกัน

หลายคนอาจคิดว่าโรคนี้ไม่น่าจะอันตรายถึงชีวิต เพราะมีคนป่วยกันมาก แค่ระมัดระวังไม่ให้ออกแรงมาก หรือทำงานหนักก็คงพอ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักประเมินความรุนแรงของโรคต่ำ คิดว่าเพียงแค่ใช้ยาพ่นก็สามารถรักษาได้ ทำให้เสียเวลาและโอกาสในการรักษา

แต่แท้ที่จริงแล้วจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคหอบหืด ประมาณ 300 ล้านคน ประเทศไทยมีผู้ป่วยประมาณ 3 ล้านคน เสียชีวิตปีละประมาณ 1,000 คน ในจำนวนผู้ที่เสียชีวิต 70% เพราะมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป

รายงานของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ ล่าสุดในปี 2547 พบผู้ป่วยโรคหอบหืดเข้ารักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 90,293 ราย พบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 28,253 ราย รองลงมาคือภาคกลางไม่รวมกทม. 28,140 ราย ภาคใต้ 18,187 ราย และภาคเหนือ 16,713 ราย

ผศ.น.พ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ อาจารย์ประจำหน่วยโรคภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า โรคหอบ หืด (Asthma) เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ที่หลอดลมจะไวต่อสิ่งแวดล้อม มีการระคายเคือง จนทำให้เกิดการอักเสบที่หลอดลม

บางท่านอาจเรียก "โรคหืด" ว่า โรคหอบ, หอบหืด ความจริงแล้วผู้ที่กำลังมีอาการของ "โรคหืด" กำเริบมักจะมีอาการหอบร่วมด้วย แต่บ่อยครั้งที่เวลามีอาการน้อยๆ

โรคหอบหืด คือการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมอย่างรุนแรง ทำให้หลอดลมตีบ มีเสมหะที่เหนียวออกมามาก ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก โดยเฉพาะการหายใจออก เหนื่อยเวลาหายใจ เมื่ออาการหนักขึ้นเวลาหายใจจะมีเสียงดังวี้ดๆ เมื่อเป็นมากขึ้นจะเหนื่อยจนไม่สามารถหายใจเข้า ออก จนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน

โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ในกรณีพ่อแม่ไม่เป็นโรคหอบหืด แต่ลูกมีโอกาสเป็นโรคหืดถึง 6% ถ้าพ่อหรือแม่คนใดเป็นโรคหืด ลูกเกิดมามีโอกาสเป็นโรคหืด 20% และถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคหืด ลูกเกิดมามีโอกาสเป็นโรคหืด 60%

ผู้ป่วยโรคหอบหืด จะเป็นหวัด ไซนัสอักเสบ เจ็บคอง่ายกว่าคนทั่วไป และมีโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนสูง โดยเฉพาะหากเป็นในเด็กเล็ก เนื่องจากหอบหืดเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมักจะเป็นไข้หวัด ไซนัสอักเสบ และมีอาการหลอดลมอักเสบบ่อยๆ

ยิ่งในช่วงที่อากาศหนาวเย็นหรืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำคอ โพรงจมูก และระบบทางเดินหายใจ สามารถรุกล้ำเข้าสู่หลอดลมและลงปอดได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียสเตรปโต-คอคคัส นิวโมเนียอี หรือนิวโมค็อกคัส ที่อาจทำให้เกิดอาการปอดบวม และอาจส่งผลรุนแรงหากได้รับการรักษาไม่ทัน โดยเชื้ออาจลุกลามสู่กระแสเลือด และสมอง ทำให้เกิดโรคติดเชื้อไอพีดีได้ ซึ่งโรคติดเชื้อไอพีดี ก็คือโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัสชนิดรุนแรงที่มีอันตราย อาจทำให้เกิดการพิการและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ขวบ เนื่องจากพบเชื้อนี้อาศัยอยู่ในระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กกว่า 50%

ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องระวัง เพราะสภาพร่างกายไม่เหมือนเด็ก สภาพของปอดจะมีความเสื่อมมากกว่า ทำให้โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนสูงจนทำให้สามารถเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ และส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตจะเป็นคนแก่มากกว่าเด็ก

ขณะนี้สถิติผู้ป่วยโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นจำนวนมากทั่วโลก แต่ในต่างประเทศพบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดหอบหืด มาจากการแพ้เกสรดอกไม้ ส่วนในประเทศไทย จะมาจากการแพ้ไรฝุ่นจากที่นอน ไรจากแมลงสาบ ควัน มลพิษทางอากาศ

สำหรับปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดโรคได้ อาทิ จากสิ่งแวดล้อม จากไรฝุ่น มลพิษ ควันบุหรี่ ละอองเกสร และอากาศ สามารถทำให้เกิดโรคหอบ หืด ได้ทั้งสิ้น มักพบว่าอากาศชื้น ฤดูฝน ฤดูหนาว ผู้ป่วยโรคหอบ หืด จะมีอาการหอบมากกว่าปกติ ปัจจัยจากความเครียด จิตใจ ก็ทำให้เกิดอาการหลอดลมเกร็งตีบ จนเกิดอาการหอบได้

หอบหืด เป็นโรคเรื้อรัง ต้องอาศัยการรักษาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดตั้งแต่ในวัยเด็ก ครึ่งหนึ่งจะมีโอกาสหายเป็นปกติเมื่อเข้าสู่อายุ 10-18 ปี หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม เพราะจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน และหลอดลมมีความแข็งแรงขึ้น จนสามารถหายได้เอง

ส่วนการป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ ให้กินยาหรือพ่นยาตามคำแนะนำของแพทย์ อย่ารับประทาน สูดดมหายใจ หรือสัมผัสสิ่งที่สงสัยว่าทำให้แพ้ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่าตรากตรำงานหรือออกกำลังกายเกินควร อย่าปล่อยอารมณ์ให้หงุดหงิด ฉุนเฉียว กังวลหรือเสียใจจนเกินไป

บางคนมีความเชื่อและใช้ยาสมุนไพรในการรักษาก็ต้องระวังและแน่ใจว่าเป็นยาสมุนไพรจริงๆ ไม่มีสเตียรอยด์ (Steroids) หรือเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ผสม เพราะจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาวได้ เพราะโรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง ที่มักมีผู้แอบอ้างว่ามียารักษาให้หายขาดได้บ่อยๆ ยาบางประเภทอาจทำให้อาการหอบหืดหายได้ชั่วคราว แต่มีโทษภายหลังได้

กระทรวงสาธารณสุข ยังได้เตือนว่า ประชาชนบางกลุ่มที่มีความเชื่อว่า กินหางจิ้งจกจะหายได้นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าในหางจิ้งจกมีสรรพคุณรักษาโรคหอบหืดได้แต่อย่างใด

การรักษาโรคหอบหืด จะต้องทำอย่างต่อเนื่องร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทาน ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด กินยา หรือพ่นยา ตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ โดยยาพ่นจะมีสองแบบคือ เพื่อป้องกัน และพ่นเมื่อเกิดอาการ

สิ่งสำคัญเมื่อเกิดอาการหอบ จนหายลำบากแม้จะใช้ยาพ่นแล้วก็ตาม ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพราะโรคนี้เมื่ออาการกำเริบหนักจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะอาจทำให้หลอดลมตีบจนไม่สามารถหายใจได้ จนทำให้หัวใจล้มเหลวในที่สุด

ขอบคุณที่มา : sanook.com


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น...

คลิกดูรายละเอียด