บทความน่ารู้
วิธีทำ แอลกอฮอลล์เจล ฆ่าเชื้อไวรัส



วิธีทำ แอลกอฮอลล์เจล ฆ่าเชื้อไวรัส



          ขณะนี้ที่มีการระบาดของหวัดใหญ่ 2009 ทางการแพทย์แล้วการตัดวงจรที่สำคัญมาก ขึ้นอยู่กับความสะอาดของ"มือ" ไม่ว่าจะเป็นการล้างด้วยสบู่ และหากไม่สะดวก ก็แนะนำให้ใช้"แอลกอฮอลล์เจล" ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสินค้าฮอตฮิตติดกระเป๋าทุกคนไปแล้ว

          การล้างมือ ควรทำบ่อยแค่ไหน

 

          นักวิทยาศาสตร์การทางแพทย์แนะนำไว้ ดังนี้
          1. ล้างมืออย่างน้อย 6 ครั้งต่อวันขึ้นไป โดยเฉพาะเวลาก่อนรับประทานอาหาร ก่อนดื่มน้ำ และหลังออกจากห้องน้ำ
          2. หล้งออกจากระบบขนส่งมวลชน เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า หรือรถไใต้ดิน
          3. หลังเลิกงาน
          4. ก่อนเข้าบ้าน
          5. หลังจากสัมผัสกับมือคนอื่น


          นอกจากล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่แล้ว เพื่อความมั่นใจว่าเชื้อไวรัสได้ถูกกำจัดออกอย่างหมดจด เราควรให้แอลกอฮอลล์เจลเช็ดตามด้วยอีกครั้ง เหตุผลทางการแพทย์คือ แอลกอฮอลล์ 70 % ขึ้นไปสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์และไวรัสได้ผม ดังนั้น การพกพาแอลกอฮอลล์เจลติดไว้ในกระเป๋าเมื่อออกนอกบ้าน จึงเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่มีการระบาดดังกล่าว

 

          สิ่งที่ต้องคำนึงเมื่อใช้แอลกอฮอลล์เจล คือ แอลกอฮอลล์จะดูดเอาความชุ่มชื้นจากฝ่ามือเราไปหมด ดังนั้น ยิ่งใช้บ่อยเท่าไหร่ มือจะแห้งมากขึ้นเท่านั้น เราจึงควรเลือกซื้อแอลกอฮอลล์เจล ที่ประกอบด้วยสารให้ความชุ่มชื้นต่อผิว เพราะหากฝ่ามือแห้งกร้าน อาจส่งผลให้เกิดอาการผิวหนังแตก สามารถทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น


          การทำ"แอลกอฮอลล์เจล"ไว้ใช้เอง


          สูตรที่ 1
          - เอทิลแอลกอฮอลล์ 70 ซีซี
          - กลีเซอร์ลีน  10 - 15 ซีซี
          - น้ำสะอาด    15 - 20 ซีซี
          - น้ำหอม       เล็กน้อย

          สารที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวได้เป็นอย่างดี คือ "กลีเซอร์ลีน" ดังนั้น ใครอยากให้มือชุ่มชื้นมาก สามารถเพิ่มปริมาณให้สูงถึง 20 % แต่หากใส่มากเกินไปอาจทำให้รู้สึกเหนียวมือได้เช่นกัน แต่ถ้าชอบ การเติมกลีเซอร์ลีนจะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของแอลกอฮอลล์เจลแต่อย่างใด การหาซื้อวัตถุดิบนั้น หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายวัตถุดิบทางเครื่องสำอาง เช่น ย่านเยาวราช


          วิธิทำ ให้เริ่มจากนำน้ำสะอาด เอทิลแอลกอฮอลล์ กลีเซอร์ลีน มาผสมให้เข้ากัน หากต้องการเพิ่มกลิ่นหอม สามารถเติมได้เมื่อส่วนผสมข้างต้นเข้าที่แล้ว ทั้งนี้ การทำแบบสูตรที่ 1 จะเป็นแอลกอฮอลล์เจล ชนิดเหลว


          สูตรที่ 2
          - คาร์โบเมอร์ (เบอร์ 940)        1.0 กรัม
          - กลีเซอร์ลีน                    10 - 15 กรัม
          - น้ำสะอาด                     10 - 20 กรัม 
          - แอลกอฮอลล์                       70 ซีซี
          - ด่างทีอีเอ                   1.0 - 2.0 กรัม


          สูตรนี้มีองค์ประกอบคล้ายคลึงกับสูตรแรก เพียงแต่มีการเติมผงแป้งที่เรียกว่า "คาร์โบเมอร์" เพื่อช่วยทำให้แอลกอฮอลล์เจลสูตรนี้มีความข้นและเหนียวเหมือนเจล


          วิธีทำ เริ่มจากการชั่งผงคาร์โบเมอร์ลงในภาชนะ จากนั้นให้เติมกลีเซอร์ลีนและคนให้ผงแป้งแตกกระจายจนละเอียด อย่าให้จับเป็นก้อน ก่อนที่จะค่อยๆ เติมน้ำสะอาดให้หมดในขั้นตอนนี้ ต่อมาให้นำแอลกอฮอลล์ที่เตรียมไว้ผสมลงไปทีละน้อยๆ พร้อมกับคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดึยวกัน


          ส่วนในขั้นตอนสุดท้าย เราต้องปรับส่วนผสมด้วยด่างเพียงเล็กน้อย ประมาณ 1 - 2 กรัม ทั้งนี้ การเติมด่างทีอีเอควรเติมทีละน้อย ทีละหยด เติมไปและคนไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งจะสังเกตได้ว่า ส่วนผสมทั้งหมดเปลี่ยนสภาพจากเจลขุ่นๆ เป็นเจลใสๆ เมื่อถึงขึ้นนี้แล้วให้หยุดการเติมด่างทีอีเอ ทั้งนี้ เราสามารถเติมน้ำหอมได้เล็กน้อย แต่หากเติมมากเกินไป อาจทำให้เจลขุ่นได้


          แอลกอฮอลล์เจลทั้ง 2 สูตรข้างต้น สามารถเก็บไว้ได้นาน แต่ต้องเก็บภายในขวดหรือภาชนะที่ปิดสนิท เพราะแอลกอฮอลล์สามารถระเหยได้ง่ายมาก นอกจากนี้ ยังควรเก็บให้พ้นจากมือเด็กและติดฉลาดสีแดง เพื่อเป็นการระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกร่างกายเท่านั้น


          ข้อควรระวัง : สำหรับผู้ที่สนใจทำตามสูตรข้างต้น ขอแนะนำให้ทำตามสูตรที่ 1 เพราะสูตรที่ 2 จำเป็นต้องใช้ด่างทีอีเออย่างระมัดระวัง เพราะมีฤทธิ์เป็นด่างสูง เมื่อถูกผิวหนังจะเกิดอาการระคายเคืองและไหม้ได้ ดังนั้น จึงไม่ขอแนะนำให้แม่บ้านทั่วไปทำสูตรนี้


ขอบคุณที่มา :  นิตยสาร "ฉลาดซื้อ" ฉบับที่ 102
เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น 2 แถม 1

คลิกดูรายละเอียด