บทความน่ารู้
เขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส



เขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส


          เขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส โดย นายจุลทัศน์ พยาฆรานนท์


          ภายในบริเวณวัดซึ่งมีกำแพงล้อมไว้โดยรอบนั้น ประกอบด้วยพื้นที่ ๒ ส่วนใหญ่ ๆ  คือ  “เขตพุทธาวาส”  สำหรับใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรม และเป็นที่ตั้งสิ่งปลูกสร้างประเภทปูชนียสถานและศาสนสถานกับ “เขตสังฆาวาส” สำหรับใช้เป็นที่พำนักของภิกษุและสามเณร
 
          สิ่งปลูกสร้างในเขตพุทธาวาศ 
          ก. สิ่งปลูกสร้างประเภทปูชนียสถาน คือ สถานที่ประดิษฐานสิ่งสำคัญอันควรแก่การนับถือและการบูชาในพระพุทธศาสนา  คือ  พระบรมสารีริกธาตุ หรือพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า  ซึ่งนิยมสร้างขึ้นเป็น  ๒ ประเภท  คือ  พระสถูปเจดีย์ และพระมหาธาตุเจดีย์ ปูชนียสถานทั้ง  ๒ ประเภทนี้  สร้างขึ้นเพื่อถวายไว้เป็น  “พุทธานุสรณ์”  คือ  ที่ระลึกถึงพระพุทธจ้า  โดยปูชนียสถานทั้ง ๒ ประเภท นี้ลักษณะรูปแบบแตกต่างกันดังนี้

          ๑. ปูชนียสถานประเภทพระสถูปเจดีย์  มีลักษณะของรูปแบบโดยรวมแตกต่างกัน  ๒  แบบ  คือ
             
-  พระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยกลมประกอบด้วย “ฐานบัตร” รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นฐานชั้นต้น  รองรับ  “ฐานเขียง” ลักษณะทรงกระบอกหน้าตัด ถัดขึ้นไปเป็น  “ฐานบัวถลา” บ้าง “ฐานบัวลูกแก้ว”  ซ้อนกัน  ๓  ชั้นเป็นเถา  จนถึง  “ฐานปัทม์”  ลักษณะเป็นรูปบัวคว่ำและบัวหงาย หรือบางทีเรียกว่า “บัวปากระฆัง” หลังฐานชั้นนี้ก่อเป็น  “พระสถูป” รูปทรงระฆังคว่ำ  ซึ่งในภาษาช่างเรียกว่า “องค์ระฆัง” เหนือชั้นนี้ก่อทำเป็นฐานบัวเชิงบาตร ”สมมุติเรียกว่า“ บัลลังก์หลังฐานตอนบนนี้  ก่อเสากลมเตี้ย ๆ  ตั้งขึ้นเรียกว่า “ก้านฉัตร” เพื่อรองรับและเทินส่วน  “ฉัตร” หรือในภาษาช่างเรียกว่า “บัวฝาละมี”  เหนือขึ้นไปจาก “ฉัตร” ก่อทำส่วนยอดทรงกรวยกลมปลายเรียวยาว  ตอนต้น ๆ  ควั่นเป็นปล้อง ๆ กลม ๆ  เรียกว่า “ฉัตรวลี” หรือ  “ปล้องไฉน”  ตอนปลายเรียวแหลมและเกลี้ยง เรียกว่า “ปลี” และปลายสุดปลี ทำเป็นตุ่มกลม  ๆ  เรียกว่า  “ลูกแก้ว” หรือ  “หยาดน้ำค้าง” พระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยกลมดังอธิบายมานี้มีชื่อเฉพาะแบบอย่างว่า พระสถูปเจดีย์แบบลังกา  หรือสิงหลเจดีย์  ตัวอย่างของพระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยกลมในกรุงเทพมหานคร  ได้แก่  พระศรีรัตนมหาเจดีย์  วัดพระศรีรัตนศาสดารามพระสถูปเจดีย์  วัดบวรนิเวศวิหาร  ส่วนในต่างจังหวัด  ได้แก่  พระสถูปเจดีย์  วัดพระศรีสรรเพชญ์  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
             -  พระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยสี่เหลี่ยม เป็นพระสถูปเจดีย์แบบที่ได้รับความนิยมสร้างขึ้นต่อมาจากพระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยกลม พระสถูปเจดีย์ แบบนี้ประกอบขึ้นด้วย “ฐานบัตร” รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสก่อเป็นฐานชั้นต้น  ถัดขึ้นมาทำเป็น   “ฐานเท้าสิงห์”  ตั้งซ้อนกัน  ๓  ชั้น  เป็นเถาแล้วทำเป็น “ฐานบัวจงกล” ขึ้นบนหลังฐานเท้าสิงห์ชั้นบนสุดเพื่อรับส่วน “องค์ระฆัง”  ซึ่งทำอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมรับกันกับส่วนล่างแต่ละชั้น  ส่วนบนองค์ระฆังก่อเป็น “ฐานเชิงบาตร” สมมติเรียกว่า “บัลลังก์”  เช่นเดียวกับพระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยกลมหลังบัลลังก์ก่อเสาทรงกระบอกขนาดเตี้ยๆ ทำเป็น  “ก้านฉัตร” ปลายเสาทำ “ฉัตร”  หรือ  “บัวฝาละมี”  ทับไว้ ถัดหลังฉัตรขึ้นไปเป็นฐานยอดทรงกรวยกลมปลายเรียวยาวตอนต้น ๆ ทำเป็นรูปบัวแย้มเรียงต่อกันขึ้นไปเป็นเถาอย่างน้อย ๗ ชั้น เรียกว่า บัวกลุ่มตอนปลายต่อขึ้นไปจากบัวกลุ่มทำปลายเรียวแหลมและเกลี้ยงเรียกว่า  “ปลี”  ปลายสุดปลี ทำเป็นตุ่มกลม ๆ เรียกว่า “ลูกแก้ว” หรือ  “หยาดน้ำค้าง”  อนึ่ง  พระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยสี่เหลี่ยมนี้ตรงมุมทั้ง ๔ มุม ตั้งแต่  “ฐานบัตร” ขึ้นไปจนถึงส่วน “บัลลังก์“  ทำย่อมุมแต่ละมุมเข้าไป ให้เกิดมุมเล็ก ๆ ขึ้น  ๓ มุม  มุมที่ได้รับการย่อเข้าไปทั้ง  ๔  มุมเมื่อรวมกันแล้วเป็น ๑๒  มุม  ทำให้เกิดเป็นลักษณะพิเศษขึ้นในพระสถูปเจดีย์แบบนี้ และลักษณะพิเศษนี้เป็นเหตุให้มีชื่อเฉพาะกำหนดเรียกว่า “พระสถูปเจดีย์ย่อมุมไม้  ๑๒” หรือ “พระเจดีย์ย่อไม้ ๑๒” ตัวอย่าง ของพระสถูปเจดีย์แบบทรงกรวยสี่เหลี่ยม ในกรุงเทพมหานคร  ได้แก่  พระสถูปเจดีย์เหลี่ยม  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  ส่วนในต่างจังหวัด ได้แก่ พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย ที่วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

          พระสถูปเจดีย์ทั้ง  ๒  แบบดังอธิบายมานี้ ยังอาจมีส่วนที่เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ  ที่สร้างเพิ่มเติมหรือผนวกขึ้น เช่น  ทำให้มีซุ้มคูหา ๔ ด้าน ทำให้มีรูปช้างยืนบ้างหมอบบ้างตั้งเรียงรายรอบฐานตอนล่าง  ทำเป็นรูปสิงห์ยืนย่อขาหลังเรียงรายรอบฐาน และทำฐานตอนล่างยกเป็นเรือนรูปสีเหลี่ยมมีซุ้มคูหา ๔ ด้าน  หนุนพระสถูปเจดีย์ไว้ข้างบน
 

          อนึ่ง นอกจากพระสถูปเจดีย์ทั้ง ๒  แบบที่ได้รับความนิยมสร้างทั่วไปแล้ว ยังมีพระสถูปเจดีย์อีกแบบหนึ่งต่างออกมา  โดยเฉพาะเมื่อสมัยสุโขทัยมีพระสถูปเจดีย์แบบที่ต่างกันนี้  เรียกว่า “พระสถูปเจดีย์แบบยอดทรงดอกบัวตูม” หรือ “พระสถูปเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์”  พระสถูปเจดีย์แบบนี้มีรูปทรงและแบบอย่างประกอบขึ้นด้วย  ฐานบัตรรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นฐานล่าง  บนหลังฐานบัตรก่อทำเป็น “ฐานแว่นฟ้า”  ซ้อนกัน  ๓  ชั้นเป็นเถา หลังฐานแว่นฟ้าก่อเป็นเสาสี่เหลี่ยมประกอบบัวเชิงเสาและปลายเสาย่อมุม  ตอนบนเหนือปลายเสานี้  ก่อทำเป็นรูปทรงดอกบัวตูม  มี  “บันแถลง” และกาบอย่าง  “บัวกาบขนุน” รับตรงเชิง ตอนปลายทำเป็นรูป ฉัตรวลี  ลักษณะคล้ายชามคว่ำซ้อนกันเป็นเถาขึ้นไป  ถัดขึ้นไปเป็นปลายสุดลักษณะเป็นกรวยกลมเรียวแหลม ตัวอย่างของพระสถูปเจดีย์ยอดทรงดอกบัวตูมมีให้เห็นที่จังหวัดสุโขทัย  คือ  พระสถูปเจดีย์ประธานวัดมหาธาตุ  ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และพระสถูปเจดีย์ประธานวัดเจดีย์เจ็ดแถว ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

         พระสถูปเจดีย์แต่ละแบบดังทีอธิบายมานี้  ตามปกติจะสร้างขึ้นเป็นประธานตรงศูนย์กลางเขตพุทธาวาส โดยทำขนาดใหญ่และสูงเด่น บางแห่งมีการสร้างขนาดย่อมไม่สูงนักไว้ตามมุมทั้ง ๔ ของพระสถูปเจดีย์ที่ตั้งเป็นประธานอยู่ตรงกลาง  หรือสร้างเป็นพระสถูปเจดีย์ขนาดเล็กตั้งเรียงเป็นแถว เรียกว่า  “พระเจดีย์ราย”  เช่น  พระเจดีย์ราย และพระเจดีย์  ๔  มุม  ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

          ๒. ปูชนียสถานประเภทมหาธาตุเจดีย์ ปูชนียสถานประเภทนี้ ในปัจจุบันมักรู้จักในนามว่า “พระปรางค์” ส่วนคำว่า “มหาธาตุ”  เป็นคำที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย หมายถึง พระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า และคำว่าพระมหาธาตุเจดีย์ หมายถึง พระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าตัวอย่างได้แก่  พระปรางค์วัดราชบูรณะและพระปรางค์วัดไชยวัฒนาราม  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพมหานคร

          พระมหาธาตุเจดีย์มีรูปทรงสัณฐานที่เลียนแบบมาจาก  “ปราสาท”  คือ เรือนที่สร้างซ้อนกันขึ้นไปหลาย ๆ  ชั้น เดิมทำด้วยไม้เป็นที่ประทับสำหรับเจ้านาย  หรือที่อยู่ของคหบดี  ภายหลังสร้างด้วยหินบ้างอิฐบ้างสำหรับประดิษฐานรูปเคารพทางศาสนา จึงสร้างแต่พอใช้ประโยชน์เฉพาะชั้นล่างเพียงชั้นเดียว ส่วนชั้นที่อยู่เหนือขึ้นไปก็ทำเป็นส่วนย่อจำลองเพื่อให้ทราบว่า เดิมเป็นเรือนหลายชั้น แล้วก่อรวบตอนบนเป็นแท่งทึบ ซึ่งอยู่ในรูปทรงคล้าย “ฝักข้าวโพด” ปูชนียสถานประเภทมหาธาตุเจดีย์ในชั้นต้น ๆ ก็มีรูปทรงดัง “ฝักข้าวโพด” นี้ โดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ  ประกอบร่วมกัน คือ ฐานชั้นต่ำสุดเป็นฐานแบบ  “ฐานบัตร” รูปสีเหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันขึ้นไป ๑ หรือ ๒ ชั้น จึงก่อทำเป็น ฐานชิงบาตร” ตั้งซ้อนกัน ๓  ชั้นเป็นเถา หลังฐานชั้นบนสุดก่อทำเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม มีช่องประตูประจำด้านละช่องพร้อมกับซุ้มคูหาประกอบช่องประตูแต่ละช่อง ประตูด้านหลังและด้านข้างทั้ง ๒ ด้านมักก่อผนังปิดไว้ แล้วจัดให้มีพระพุทธรูปมีอาการทรงยืนแสดงปางต่างๆ  ประดิษฐานไว้ช่องละองค์  ส่วนประตูทางด้านหน้าเปิดว่างไว้  สำหรับเป็นทางเข้าออก ตอนที่เป็นเรือนดังกล่าวนี้เรียกว่า “เรือนธาตุ”  หรือ “ครรภธาตุ” ตอนหลังเรือนธาตุขึ้นไปคือส่วนยอดของพระมหาธาตุก่อทำเป็นแท่งทึบรูปทรง  ๔  เหลี่ยม  ตอนปลายสุดรวบเข้าหากันคล้ายรูปกรวยแหลมเตี้ยๆ  ส่วนยอดที่เป็นรูปแท่ง  ๔  เหลี่ยมตั้งสูงขึ้นไปนี้  แบ่งเป็นช่วงๆ คั่นด้วย “รัดประคด”  ลักษณะเป็นแถบยาว ๆ  คาดขวางวงอยู่โดยรอบ  ช่วงห่างระหว่างรัดประคดที่คาดคั่นอยู่แต่ละด้านประดับด้วย  “บันแถลง”  ทั้ง  ๔  ด้าน  ส่วนที่เป็นมุมทั้ง  ๔  มุม  ประดับด้วยกาบอย่าง  “บัวกาบขนุน”  ปลายบนสุดของมหาธาตุเจดีย์ก่อเป็นกลีบคล้ายกลีบบัวรวบเข้าด้วยกันเรียกว่า  “จอมโมฬี”  เหนือส่วนนี้ตั้ง  “นภศูล”  โดยปักตรงขึ้นไว้เป็นส่วนปลายบนสุดของมหาธาตุเจดีย์ อนึ่ง  ด้านหน้ามหาธาตุเจดีย์มีบันไดก่อเป็นทางขึ้นไปยังประตูทางด้านหน้าที่เปิดเป็นช่องว่างไว้  มหาธาตุเจดีย์ลักษณะดังอธิบายนี้มักเรียกว่า  “พระปรางค์โดด”  หรือ “ปรางค์โดด”  ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะเป็นมหาธาตุเจดีย์องค์เดียวเดี่ยวๆ  ตัวอย่างของมหาธาตุเจดีย์ในสมัยต้นๆ นี้  ได้แก่  พระปรางค์วัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

          มหาธาตุเจดีย์ที่ได้รับการสร้างขึ้นในแต่ละสมัยมีรูปแบบและลักษณะโดยรวมไม่แตกต่างไปจาก “พระปรางค์โดด” ดังที่ได้อธิบายแล้ว  แต่จะมีองค์ประกอบต่าง ๆ  สร้างเพิ่มเติมขึ้นบ้าง  มีการเพิ่มจำนวนมหาธาตุเจดีย์เข้าด้วยกันบ้าง หรือสร้างขึ้นในตำแหน่งและหน้าที่ต่างกันบ้าง ก็จะทำให้มีรูปแบบที่หลากหลาย ดังต่อไปนี้
             - มหาธาตุเจดีย์มีมุขศาลา  มหาธาตุเจดีย์แบบนี้จะมีลักษณะทั่วไปเหมือนกับ  “พระปรางค์โดด”  แต่ทางตอนหน้าออกมาสร้างเป็น “มุขศาลา”  คือเรือนรูปสี่เหลี่ยมหลังคาทรง “คฤห” มีจั่วอยู่ ๔ ด้าน ซึ่งมักเรียกว่า “จัตุรมุข” มุขศาลานี้สร้างขึ้นบนฐานที่ก่อยื่นออกมาจากฐานของมหาธาตุเจดีย์  ซึ่งก้นของมุขศาลานี้เสมอกันกับพื้นของ  “เรือนธาตุ” เมื่อสร้างมุขศาลาต่อออกมาจากเรือนธาตุ  จึงต้องเลื่อนบันไดออกมาขึ้นลงทางด้านหน้ามุขศาลา ส่วนตอนหลังมุขศาลากับเรือนธาตุทำเป็น มุขกระสันคือ ทางเดินสั้น ๆ ที่มีหลังคาคลุมเชื่อมต่อระหว่างมุขหน้าของเรือนธาตุ  กับมุขหลังของมุขศาลา  ตัวอย่างได้แก่พระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
             - มหาธาตุเจดีย์แบบ ๓ องค์ มหาธาตุเจดีย์แบบนี้ คือ “พระปรางค์โดด” ตั้งเรียงกัน ๓ องค์ เป็นแถว มักเรียกกันว่าพระปรางค์ ๓ องค์บ้าง พระปรางค์ ๓ ยอดบ้าง มหาธาตุเจดีย์แบบที่เรียงกันเป็นแถวจำนวน ๓ องค์นี้ แบบหนึ่งเป็นอย่างพระปรางค์โดด  ซึ่งตั้งเรียงกันเว้นระยะห่างแต่ละองค์พอสมควร  กับอีกแบบหนึ่งเป็นอย่างพระปรางค์โดดตั้งเรียงกัน เว้นช่วงว่างระหว่างพระปรางค์องค์กลางกับพระปรางค์องค์ที่อยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาขนาดเท่า ๆ  กัน  ช่วงว่างระหว่างองค์พระปรางค์ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาจัดสร้าง “มุขกระสัน”  เป็นทางเดินเชื่อมถึงกันได้  ตัวอย่างได้แก่  พระปรางค์วัดพระพายหลวง  พระปรางค์วัดศรีสวาย ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และพระปรางค์สามยอด  จังหวัดลพบุรี
             - มหาธาตุเจดีย์แบบ ๕ องค์ มหาธาตุเจดีย์แบบนี้ประกอบด้วยพระปรางค์โดด  จำนวน ๕ องค์ รวมกัน โดยสร้างพระปรางค์  ๑ องค์ ให้มีขนาดใหญ่และสูงมากตั้งไว้ตรงกลาง เป็นพระปรางค์ประธานในหมู่  และพระปรางค์ขนาดย่อมสูงน้อยกว่าพระปรางค์ประธาน จัดให้ตั้งอยู่ทางด้านหน้า  ด้านหลังและด้านข้างทั้ง  ๒  ข้าง  ด้านละ ๑ องค์ ให้อยู่ห่างออกมาจากพระปรางค์องค์ประธานพอสมควร  พระปรางค์ทั้ง  ๕  องค์  ที่ได้รับการจัดวางในลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า “พระปรางค์หมู่”  การจัดวางพระปรางค์ร่วมกันจำนวน  ๕ องค์นี้ ภายหลังได้มีการจัดเอาพระปรางค์ที่เป็นปรางค์บริวาร  ๔  องค์  ไปตั้งขึ้นตรงมุมทั้ง ๔ มุม บนฐานล่างสุดของพระปรางค์องค์ประธาน โดยมิให้ตรงกับด้านหน้า  ด้านหลัง และด้านข้างดังแบบแรก แม้กระนั้นก็ดี  ก็ยังคงเรียกว่า  “พระปรางค์หมู่”  ตัวอย่างของมหาธาตุเจดีย์แบบ  ๕  องค์ ได้แก่  พระปรางค์วัดไชยวัฒนาราม  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

          ข. สิ่งปลูกสร้างประเภทศาสนสถาน ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ประชุมทำสังฆกรรม  และทำพิธีต่างๆ  ตามประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา  ประกอบด้วยอาคารต่าง  ๆ  ดังต่อไปนี้

            ๑.วิหาร  คือ  อาคารที่ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป  คำว่า  วิหาร  นี้  แต่เดิมหมายถึง “ที่อยู่”  โดยไม่จำกัดบุคคลชั้นใดต่อมาในสมัยพุทธกาลหมายถึง  ที่อยู่สำหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก  ครั้นพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว  วิหารได้รับการสร้างขึ้นสำหรับเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธปฏิมากร” คือ รูปแทนองค์พระพุทธเจ้า ดังนั้น คำว่า วิหาร ในความเข้าใจโดยประเพณีนิยม จึงมีความหมายจำเพาะว่า  “สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูป”
           วัดไทยแต่ละแห่งอาจมีวิหารได้มากกว่า ๑ หลัง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการที่จะใช้ประโยชน์ และสนองคติความเชื่อ  ฉะนั้นจึงมีสิ่งปลูกสร้างทำเป็นวิหารประเภทต่าง ๆ  ในบริเวณพุทธาวาส  ดังต่อไปนี้
            - วิหารหลวง  คือ  วิหารหลังที่สร้างบนพื้นที่ที่อยู่ทางด้านหน้าพระสถูปเจดีย์ หรือมหาธาตุเจดีย์ ออกไปทางทิศตะวันออกมักทำให้มีขนาดกว้างยาวและสูงเป็นพิเศษแต่ทั้งนี้มิได้อาศัยคำว่า “หลวง”  ซึ่งแปลว่าใหญ่ เป็นเครื่องกำหนดความใหญ่โตของวิหาร คำว่า “วิหารหลวง” เป็นชื่อเฉพาะหรือวิสามัญนามของวิหารประเภทนี้เท่านั้น  ตัวอย่างเช่น  วิหารหลวง  วัดมหาธาตุ  ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
           
- วิหารทิศ  คือ  วิหารหลังที่สร้างขึ้นเป็นบริวารของปูชนียสถาน  และอุโบสถสถาน อยู่ต่อออกไปทางทิศเหนือ  ทิศใต้  และทิศตะวันตก  เว้นแต่ทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งวิหารหลวง ตัวอย่างเช่น พระวิหารทิศในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  วิหารหลวง วัดมหาธาตุ ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย  พระวิหารทิศหลังหนึ่งในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
            - วิหารคต  คือ  วิหารขนาดย่อมๆ ที่สร้างไว้ตามมุมใดมุมหนึ่งในเขตพุทธาวาสลักษณะเป็นหลังยาวหักเป็นข้อศอกรับกับมุมในเขตพุทธาวาส  ตัวอย่างเช่น  พระวิหารคดในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
           
- วิหารราย  คือ  วิหารขนาดย่อมๆ มีทั้งลักษณะอย่าง “วิหารโถง”  และ  “วิหารกั้นฝารอบ” สร้างเป็นหลัง ๆ เรียงรายอยู่รอบเขตพุทธาวาส  ตัวอย่างเช่น  วิหารรายในวัดพระศรีสรรเพชญ์  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
           
- วิหารน้อย คือ วิหารหลังย่อม ๆ ที่สร้างขึ้นสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ สร้างไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในเขตพุทธาวาส ตัวอย่างเช่น พระวิหารน้อยในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
           
- วิหารแกลบ  คือ  วิหารขนาดเล็กมาก ภายในวิหารมีพื้นที่ขนาดพอรับรองพระภิกษุนั่งได้เพียงรูปเดียว วิหารแกลบใช้เป็นสถานที่สำหรับพระภิกษุเจริญกัมมัฏฐานตัวอย่างเช่น  วิหารแกลบในวัดมหาธาตุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
            - วิหารพระไสยาสน์ คือ วิหารที่สร้างขึ้นสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ วิหารประเภทนี้มีทั้งที่สร้างขนาดใหญ่และขนาดย่อมตามส่วนที่ต้องการบังแดดและฝนให้แก่พระพุทธรูป  ซึ่งมีขนาดยาวต่างกัน  ตัวอย่างเช่น  พระวิหารพระพุทธไสยาสน์  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

         
๒. มณฑป  คือ  อาคารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นอย่างเรือนรูปสี่เหลี่ยม มักทำหลังคาเป็นรูปทรงกรวยสี่เหลี่ยม ปลายเรียวแหลม ใช้เป็นสถานที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป  รอยพระพุทธบาท หรือพระไตรปิฎกที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น  พระมณฑปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  กรุงเทพมหานครและพระมณฑปวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

          ๓. อุโบสถ คือ อาคารสำหรับพระสงฆ์ใช้ประโยชน์ในการทำ  “อุโบสถกรรม”  เป็นประจำทุกๆ  กึ่งเดือน สถานที่ประเภทนี้จึงได้รับการขนานนามตามกิจของพระสงฆ์ ดังกล่าวว่า “อุโบสถ” หรือเรียกโดยย่อว่าโบสถ์ การทำอุโบสถกรรมหมายถึง  การที่พระสงฆ์มาประชุมร่วมกันเพื่อสวดปาติโมกข์  อันได้แก่ พุทธบัญญัติว่าด้วยวินัยของสงฆ์  ๒๒๗  ข้อ
           สถานที่ที่จะใช้เป็นอุโบสถหรือโบสถ์นี้ต้องการพื้นที่เป็นพิเศษ  ซึ่งแตกต่างไปจากศาสนสถานประเภทที่กล่าวมาแต่ข้างต้นกล่าวคือ พื้นที่บริเวณที่จะสร้างโบสถ์ต้องเป็นพื้นที่แยกต่างหากจากเขตบ้าน เป็นเขตที่พระเจ้าแผ่นดินประกาศพระราชทานแก่พระสงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างอุโบสถ  เรียกว่า “วิสุงคามสีมา” อย่างไรก็ดี เพื่อความเป็นปกติในการทำสังฆกรรมในบริเวณวิสุงคามสีมา ให้เป็นส่วนเฉพาะสงฆ์  จึงต้องกำหนดเขตกันพื้นที่ขึ้นเฉพาะกิจ เรียกว่า “พัทธสีมา”  คือ เขตสังฆกรรมที่พระสงฆ์ได้กำหนดไว้เป็นหลักฐานตามวิธีการในพุทธานุญาตเรื่องสีมา  โดยจัดตั้ง “นิมิต”  คือ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายกำหนดเอาไว้  ดังนั้น  เขตแดนอันเป็นที่ตั้งอุโบสถจึงมีแผ่นหินจำหลักรูปใบเสมาปักไว้เป็นเครื่องหมายแต่ละด้าน  เพื่อแสดงให้ทราบว่า “นิมิต”  คือ  เครื่องหมายกำหนดเขตได้ฝังไว้อยู่ข้างใต้ อุโบสถจึงเป็นสิ่งที่ต่างไปกว่าศาสนสถานอื่นๆ ตรงที่มีใบเสมาปักไว้ล้อมรอบ
          
อุโบสถที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในสมัยแรกมักทำเป็นอาคารโถง  ต่อมาสร้างแบบกั้นฝารอบ  โดยเจาะฝาเป็นช่องระบายลมเล็กน้อย  ภายหลังวิทยาการการก่อสร้างเจริญขึ้น  จึงทำให้มีช่องหน้าต่างทางด้านข้างเพิ่มได้มาก และช่องประตูที่กว้างและสูงกว่าแต่ก่อน  ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป เรียกว่า  “พระปฏิมาประธาน”  หรือ  “พระประธาน” อยู่บน  “ฐานชุกชี” และ  “รัตนบัลลังก์”  ตามลำดับ  ซึ่งอยู่ตอนในสุดของอุโบสถ
           อุโบสถใช้เป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ทำสังฆกรรม  เช่น  การสวดปาติโมกข์  การอุปสมบท  และการกรานกฐิน


          ๔. หอพระธรรม หรือ หอไตร  คืออาคารสำหรับเก็บรักษา “พระไตรปิฎก”  เปรียบเสมือน “หอสมุด” ของวัดแต่ละ แห่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์คำสอนของพระพุทธศาสนา  ซึ่งพระสงฆ์ใช้สำหรับศึกษาและเผยแผ่แก่บรรดาพุทธศาสนิกชน หอพระธรรมหรือหอไตรเป็นอาคารขนาดเล็ก ๆ  ยกพื้นสูงมักทำเฉลียงรอบ และปลูกสร้างหอขึ้นในสระ โดยใช้น้ำหล่อเสาเพื่อกันมด ปลวกและหนู มิให้ไปทำลายพระคัมภีร์ต่าง ๆ  วัดส่วนมากมีหอไตรเพียงหลังเดียว แต่วัดใหญ่ ๆ  โดยเฉพาะวัดที่เป็นพระอารามหลวงจะมีหอพระธรรมหรือหอไตรมากกว่า ๑ หลัง

          ๕. ระเบียง คือ สิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะอย่างโรงยาว ๆ ด้านหน้าเปิดโล่งด้านหลังกั้นฝาทึบ  มีหลังคาคลุมตลอดระเบียง  มักทำขึ้นล้อมพระสถูปเจดีย์ มหาธาตุเจดีย์ อุโบสถ และวิหาร  อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยสร้างขึ้นเป็น  ๒  ลักษณะ  คือ
            - ระเบียงเหลี่ยม  มีลักษณะเป็นโรงยาววงเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบสิ่งที่อยู่ภายใน ระเบียงลักษณะนี้รียกว่าระเบียงเหลี่ยมหรือระเบียงสี่เหลี่ยม  ตัวอย่างเช่น  พระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
          
- ระเบียงกลม  มีลักษณะเป็นโรงยาววงเป็นรูปวงกลมล้อมรอบสิ่งที่อยู่ภายในระเบียงที่มีลักษณะเช่นนี้เรียกว่า  ระเบียงกลม  ตัวอย่างเช่น  พระระเบียงล้อมรอบองค์พระปฐมเจดีย์  จังหวัดนครปฐม
             ระเบียงทั้ง  ๒  ลักษณะนี้  ด้านที่ชิดฝาผนังมักก่อ “ฐานชุกชี”  ตั้งเรียงเป็นแถวต่อเนื่องกันไปแต่ละด้านหรือโดยรอบระเบียงบนฐานชุกชีแต่ละฐานจัดตั้งพระพุทธรูปนั่งเรียงรายกัน พระพุทธรูปซึ่งได้รับการจัดตั้งประจำอยู่ในระเบียงนี้เรียกว่า “พระห้อง”  คือ พระพุทธรูปประจำห้องของแต่ละระเบียงและระเบียงที่ได้จัดพระพุทธรูปมาตั้งประจำเรียงรายกันไปโดยรอบนี้  ได้รับการกำหนดให้เรียกว่า  “พระระเบียง”  ซึ่งหมายถึงระเบียงที่ไว้พระพุทธรูป  อนึ่ง  ระเบียงและพระระเบียงส่วนมากมีเฉพาะวัดขนาดใหญ่และพระอารามหลวง

          ๖.  กำแพงแก้ว  คือ  สิ่งก่อสร้างสำหรับกั้นเขตแดนออกเป็นสัดส่วน  มีลักษณะเป็นกำแพงขนาดเตี้ยๆ  ที่ทำขึ้นสำหรับล้อมเขตที่ตั้งอุโบสถ วิหาร สถูปเจดีย์ มหาธาตุเจดีย์

          ๗.  ศาลาราย  คือ สิ่งปลูกสร้างลักษณะอย่างโรงรูปทรงสี่เหลี่ยม โดยมากยกพื้นเตี้ยๆ  มีหลังคาทรงจั่ว และมักทำเป็นศาลาโถง ไม่นิยมกั้นฝา ปลูกเรียงรายไปโดยรอบออุโบสถ หรือวิหาร สำหรับพุทธศาสนิกชนใช้เป็นที่เตรียมการบำเพ็ญกุศล  หรือนั่งพักผ่อนขณะมาปฏิบัติธรรมในวัด  ตัวอย่างเช่น  ศาลารายวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  และวัดสุทัศนเทพวรารามในกรุงเทพมหานคร


ขอบคุณที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น...

คลิกดูรายละเอียด