บทความน่ารู้
เศรษฐกิจพอเพียงแบบประชาชนที่กำแพงเพชร



เศรษฐกิจพอเพียงแบบประชาชนที่กำแพงเพชร


ในช่วงนี้หากมีโอกาสเดินทางขึ้นภาคเหนือเพื่อสัมผัสกับความหนาวเย็นของพื้นที่ เป็นไปได้ก็ลองแวะเยี่ยมชมการต่อสู้เพื่อเอาชนะชีวิตของเกษตรกรที่ยึดเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ สถานที่แห่งนี้อยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร เจ้าของชื่อ  สมมาตร บุญฤทธิ์                                                                                               
 
สมมาตร บุญฤทธิ์ เจ้าของรางวัลรองชนะ เลิศจากการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านประชาชนทั่วไปที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ปี 2550 ที่ผ่านมา ผู้มีคำขวัญ ประจำใจว่า “พยายาม พึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุดอาศัยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่”
 
เมื่อปี 2540 สมมาตรมีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่นช่วงนั้นทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเห็นว่าเกษตรกรที่นั่นมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เป็นกอบเป็นกำสามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ จึงเกิดแนวคิด อยากทำงานด้านเกษตรขึ้นมาบ้าง
 
ขณะเดียวกันประเทศไทยช่วงนั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ชีวิตในเมืองหลวงที่แม้จะมีรายได้จากงานวิศวกรเดือนละเกือบ 2 หมื่นบาท และภรรยามีรายได้เดือนละประมาณ 1 หมื่นบาท ก็ตาม ก็ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะค่าครองชีพสูง ขณะเดียวกันสุขภาพก็เสื่อมโทรมลงทุกวันเนื่องจากสถานที่ทำงานเป็นโรงงาน จึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับบ้านเกิดถิ่นกำเนิดของภรรยาที่ จ.กำแพงเพชร ซึ่งมีที่ดินอยู่ประมาณ 2 งาน
 
เมื่อมาถึงก็ลงทุนเปิดปั๊มน้ำมันเล็ก ๆ  เพื่อเลี้ยงชีพ แต่ก็คว้าน้ำเหลวไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเจอพิษเงินเชื่อจากลูกค้า ขณะที่ต้นทุนน้อยสายป่านสั้นโอกาสหมดตัวคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม จึงตัดสินใจไปขอที่ของพ่อภรรยา ที่มีอยู่ประมาณ 30 ไร่ มาทำการเกษตร เริ่มแรกก็ใช้สารเคมีเป็นตัวช่วย หวังให้พืชเจริญเติบโตเร็วเพื่อขายทำรายได้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีความรู้ด้านเกษตร ต้องพึ่งพาแรงงานจากภายนอกตลอดเวลา ทำให้มีต้นทุนสูง
 
“ตอนแรกไม่ประสบความสำเร็จ จึงไปเล่นการเมืองท้องถิ่น ปรากฏว่ายิ่งทำให้ธุรกิจการเกษตรจมดิ่งลงไปอีก จวบจนปี 2548 มีผู้ปรารถนาดีแนะนำให้เข้าไปอบรมหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง 3 วัน 2 คืน กับโครงการพระราชดำริ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการอบรมครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะที่นั่นสอนให้เรารู้จักวิเคราะห์ตัวเองว่า ทำไมทำแล้วยังมีหนี้สินและยากจนอยู่ ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน ที่สอนให้คนในครอบครัวช่วยกันลดรายจ่าย และทำกันแบบพออยู่พอกิน” สมมาตรกล่าว
 
จากนั้นเมื่อกลับมายังบ้าน ก็นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีโอกาสไปอบรม และ ฝึกปฏิบัติมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่การเกษตรที่มีอยู่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเริ่มปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกจากการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงศัตรูพืชเป็นตัวช่วยเพื่อเพิ่มผลผลิตการผลิต มาเป็นการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักและสารไล่แมลงจากน้ำส้มควันไม้ ซึ่งทำเองด้วยวัสดุที่มีในพื้นที่  ไม่นานก็เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถลดต้นทุนในการทำการเกษตรได้มากจึงทำให้เริ่มมีกำไรเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังใช้แปลงเพาะปลูกในพื้นที่ ของตนเองตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อใช้เป็นที่ดูงานและเผยแพร่ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเกษตรกร รายอื่น ๆ จนได้รับความ เชื่อถือและไว้วางใจจากชาวบ้าน และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่าง  ๆ 
 
กิจกรรมส่วนใหญ่ในแปลงการเกษตรแห่งนี้จะเน้นหลักการพึ่งตัวเอง  ลดรายจ่าย จะไม่พูดถึงวิธีทำให้มีรายได้เพิ่ม แต่พูดถึงการลดรายจ่ายให้ได้ก่อน จากนั้นรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นมาเอง พยายามสอนให้เปลี่ยนแนวคิดจากเกษตรเชิงเดี่ยว มาใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเน้นการปรับแนวคิดเรื่องอาชีพเป็นเรื่องรอง
 
“เมื่อได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อรับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงด้านประชาชนทั่วไป วันนั้นได้ดูนิทรรศการ ก็ได้รู้เรื่องในหลวง ได้รู้ว่าพระองค์ท่านเหนื่อยอะไรบ้าง เราเปลี่ยนความคิดได้ ก็ต้องเอาสิ่งที่เรารู้และประสบความสำเร็จมาช่วยเหลือสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อแผ่นดิน” สมมาตร เล่าให้ฟัง
 
จนกระทั่งวันนี้แม้รายได้จากการทำเกษตรต่อเดือนจะได้ 10,000-20,000 บาท แต่ก็มีกินมีใช้ตลอดปี เพราะการมีสินค้าเกษตรที่ลงแรงเพาะปลูกและเลี้ยงไว้หมุนเวียนให้ขายได้ตลอดตั้งแต่เลี้ยงหมูหลุม ปลูกมะพร้าว อ้อย เพาะเห็ดฟาง ปลูกมะม่วง ชมพู่ กล้วย ลำไย ลิ้นจี่ สบู่ดำ เลี้ยงไส้เดือน ฯลฯ ที่ทุกรายการได้ยึดหลักการจัดทำบัญชีครัวเรือนมาใช้ ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในบ้านได้เป็นอย่างดี และเมื่อควบคุมส่วนนี้ได้แล้วกำไรก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวทันที
 
ที่สำคัญสำหรับสมมาตร ไม่ว่าพืชผลอะไรจะตกต่ำ ก็ไม่กระทบกระเทือนเพราะยังมีพืชตัวอื่นมาช่วยพยุง และทุกอย่างในแปลงการเกษตรสามารถนำมาหมุนเวียนใช้ได้อีก เช่น   ขี้หมู เอาไปทำไบโอแก๊ส เป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน เป็นต้น ชีวิตครอบครัวในวันนี้จึงไม่มีความเสี่ยง เพราะทำตามแนวทางพระราชดำริ ที่อยู่กันแบบพอเพียงนั่นเอง.


ขอบคุณที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น 2 แถม 1

คลิกดูรายละเอียด