บทความน่ารู้
เคล็ดลับการเลี้ยงปลาคาร์พ



เคล็ดลับการเลี้ยงปลาคาร์พ


           การเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าชนิดใดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากอยู่เหมือนกัน ต้องคอยเอาใจใส่ดูแล บางครั้งเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนเล่น แต่บางครั้งเลี้ยงดีหน่อยก็ส่งเข้าประกวด หากพูดถึงปลาแฟนซีคาร์พหรือปลาคาร์พแล้วน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เป็นปลาที่มีสีสันและลวดลายที่สวยงาม ในประเทศไทยเองก็มีคนนิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้อยู่ไม่น้อย แต่การเลี้ยงปลาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างทีเดียวที่อาจทำให้ปลาที่เลี้ยงตายก่อนวัยอันควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาดของน้ำ อุณหภูมิของน้ำ อาหาร และยังจะต้องป้องกันโรคต่างๆ อีกสารพัดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

           จากการเลี้ยงเพื่อเป็นงานอดิเรก มาถึงวันนี้คนไทยถือเป็นนักเลี้ยงปลาคาร์พระดับมืออาชีพที่สามารถคว้ารางวัล การประกวดในระดับสากล โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีนักเลี้ยงปลาคาร์พของเมืองไทยส่งปลาเข้าชิงชัยและสร้างชื่อในการประกวดได้ เป็นผลสำเร็จ จากการประกวดปลาคาร์พระดับชาติของประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ชื่องาน SHINKOKAI ALL JAPAN KOI SHOW ครั้งที่ 36 ประจำปี 2005 ณ Tokyo Ryuchu Center แห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้ที่สามารถคว้ารางวัลได้ทั้งหมด 4 คน กฤษณ์ เกษมศานติ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้รับรางวัล Adult Champion ประเภท Kohaku 55 Bu และรางวัล Best in Size (male) Sanke 90 Bu วีระกิต เลาสุขศรี ประธานบริษัท หินอ่อน เกียรติวิไล จำกัด ได้รับรางวัล Beat in Size ประเภท Kohaku 75 Bu และรางวัล Best in Varity ประเภท Hikari Kikusue 90 Bu พิชัย นิธิปิติกาญจน์ ได้รับรางวัล Best in Size ประเภท Sanke 55 Bu วัลลภ เหล่าตระล ประธานบริษัท เกียรติพิริยะ จำกัด และประธานบริษัท แกรนด์ลักซ์ ฟลอรัล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับรางวัล Best in Variety Kinrin ประเภท Kinrin Ochiba 85 Bu

          พวกเขามีวิธีการเลี้ยงอย่างไรถึงได้รับรางวัลมาครอบครอง คือสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเหล่านักเลี้ยงปลาคาร์พมือใหม่เป็นอย่างยิ่ง กฤษณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัล เล่าถึงที่มาที่ไปของการเลี้ยงปลาคาร์พว่า เริ่มเลี้ยงมาได้ 6-7 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านั้นเลี้ยงปลาน้ำจืดมาแล้วแทบทุกชนิด แต่สุดท้ายก็เลยมาจบที่ปลาคาร์พ เพราะเป็นปลาที่มีเสน่ห์ในตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายและสีสันของปลาที่ไม่มีตัวไหนซ้ำกัน จึงทำให้ปลาดูมีเสน่ห์ และเรื่องของโชคลางก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เลี้ยง สำหรับเทคนิคการเลี้ยงนั้น จริงๆ แล้วต้องอาศัยทักษะมากพอสมควร ต้องรู้จักดูสี ลายและรูปร่างให้เป็น เพราะปลาคาร์พเป็นปลาที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของรูปร่างตลอด “ความจริงเทคนิคการเลี้ยงปลาคาร์พมีเยอะนะ แต่โดยส่วนตัวแล้วพยายามเลี้ยงให้ธรรมดามากที่สุด ไม่พยายามใส่ยามาก อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อโรคจะใส่เพียงแค่ปีละ 2 ครั้งเท่านั้น และในฤดูฝนก็ต้องระวังหนอนสมอเป็นพอเศษ หนอนสมอเป็นพยาธิชนิดหนึ่งที่เกาะติดอยู่กับครีบหรือเกล็ดปลา ระบาดมากในช่วง 1-2 อาทิตย์ของฝนแรก มีลักษณะคล้ายเส้นด้าย ยาว 2-3 ซม. จะทำให้ปลาคันแล้วไปถูกับพื้นหรือขอบบ่อ เป็นเหตุให้สีที่ตัวหลุดและลอกออกมา” “น้ำในบ่อที่เลี้ยงจะใส่แบคทีเรียลงไปซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ปลาคาร์พชอบ

          เรื่องของอาหารที่ให้ก็แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน เพราะแต่ละคนมีสูตรอาหารไม่เหมือนกัน จะไม่ให้อาหารเยอะ แต่ให้หลายครั้ง เพราะปลาคาร์พเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระเพาะ ถ้าให้อาหารมากเกินไปอาหารก็จะย่อยไม่หมดเกินสารตกค้างหรืออาหารเน่าในตัว ปลา” กฤษณ์เล่าถึงเคล็ดลับด้วยว่า อุณหภูมิของน้ำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ โดยอุณหภูมิที่พอเหมาะควรจะอยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจะช่วยให้สีขาวที่สวย ค่าความเป็น-ด่าง ควรอยู่ที่ 6-7 ถ้าน้ำกระด้างมากเกินไปสีขาวของปลาจะไม่สวย แต่เป็นผลดีสำหรับปลาที่มีสีดำเพราะจะช่วยให้สีดำเด่นชัดขึ้น ขณะที่ค่าไนโตรเจนในบ่อที่เกิดจากอุจจาระปลาก็สำคัญ ดังนั้น ควรเปลี่ยนน้ำหรือล้างบ่ออย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งหรือเดือนครึ่งครั้ง ความลึกของบ่ออย่างน้อย 1.5 ม. แต่ถ้าเป็นปลาขนาดโตควรลึก 2-3 เมตร เพราะถ้าบ่อปลาเล็กจนเกินไปจะทำให้ปลาพิการ หลังงอ สำหรับปัญหาหรือโรคที่พบบ่อยคือเกิดอาการอักเสบภายในตัวปลา ปลาซึม แต่อาการเหล่านี้มีตัวยารักษาให้หายได้ แต่ถ้าปลากินอาหารมากเกินไปจะทำให้ปลานอนนิ่งกับพื้นต่อมาก็จะตาย อาการนี้ถ้าเกินแล้วรักษายากส่วนใหญ่จะตาย และอีกโรคหนึ่งที่เป็นเกิดจากเชื้อไวรัส KHV (Koi herpes Virus) จากการทดลองในต่างประเทศพบว่าถ้าปรับอุณหภูมิในน้ำให้เกิน 30 องศาฯ และให้ออกซิเจนมากขึ้นก็อาจจะฆ่าเชื้อได้

ขอบคุณที่มา  : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2548


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น 2 แถม 1

คลิกดูรายละเอียด