บทความน่ารู้
กฎหมายอาญา


กฎหมายอาญา

กฎหมายอาญา 
 
          กฎหมายอาญาเป็นสาขาย่อยในกฎหมายมหาชนนั้นผู้ให้ความเห็นว่าการที่กฎหมาย อาญาเป็นกฎหมายมหาชนเพราะความผิดทางอาญากระทบกระทือนถึงความสงบสุขส่วนรวม เป็นกฎหมายมหาชนที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายมหาชนอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามมีผู้ให้ความเห็นว่าแม้กฎหมายอาญาจะเป็นกฎหมายที่มีรัฐเข้ามา เกี่ยวข้องด้วยแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นสาขาย่อยในกฎหมายมหาชน เพราะรัฐไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญากับเอกชน เพียงแต่อยู่ในฐานะเป็นคนกลาง กล่าวคือรัฐเป็นคนกลางผู้กำกับการกระทำที่ทำขึ้นระหว่างเอกชนด้วยกันเองเท่านั้น จึงเห็นว่ากฎหมายมหาชนเป็นสาขาย่อยในกฎหมายเอกชน จะเห็นได้ว่าการให้เหตุผลขงอเต่ละฝ่ายนั้นใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคนละหลักเกณฑ์เท่านั้น จึงทำให้ได้ผลที่แตกต่างกัน ฉะนั้นจึงกล่าวไม่ได้ว่าเหตุผลของฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก ซึ่งคงไม่ได้เป็นประเด็นในการศึกษาสำหรับวิชานี้อย่างไรก็ดีผู้บรรยายเห็นด้วยกับ ความเห็นที่ว่ากฎหมายมหาชนเป็นสาขาย่อยในกฎหมายอาญาเพราะความ ผิดทางอาญากระทบถึงความสงบสุขของประชาชน

ความหมายของกฎหมายอาญา กฎหมายอาญาได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความผิดและโทษ แยกพิจารณาได้ดังนี้

          1. การบัญญัติความผิด หมายถึงการบัญญัติว่าการกระทำ และการงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดอาญา

          2. การบัญญัติโทษ  หมายถึงเมื่อได้บัญญัติว่าการกระทำหรือ การงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดแล้ว ก็ต้องบัญญัติโทษอาญาสำหรับความผิดนั้นไว้ด้วย

          คำว่า "กฎหมายอาญา" นี้เป็นคำรวม หมายความรวมถึง กฎหมายทุกอย่างซึ่งมีกำหนดโทษทางอาญา ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

          ก. พระราชบัญญัติต่างๆ ซึ่งกำหนดโทษทางอาญา ได้แก่พระราชบัญญัติต่างๆ ที่บัญญัติห้ามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือบังคับให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งและกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ เช่น พระราชบัญญัติการพนัน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ประราชบัญญัติป่าไม้ เป็นต้น

          ข. ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายอาญาเป็นประมวลกฎหมายที่รวบรวมเอาความผิดทั่วๆไป ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการลงโทษมารวมไว้เป็นหมวดหมู่ในเล่มเดียวกัน 
    
หลักเกณฑ์ทั่วไปของกฎหมายอาญา

1. ขอบเขตของการใช้กฎหมายอาญา 

          ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดของเขตของการใชกฎหมายอาญาว่าให้มีผลใช้บังคับเฉพาะแต่การกระทำที่เกิดขึ้น หรือถือว่าเกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น ยกเว้นบางกรณีที่แม้ว่าการกระ ทำผิดจะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่ความผิดนั้นกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในราชอาณาจักร ก็บัญญัติให้ต้องรับโทษในราชอาณาจักรเช่นกัน นอกจากนี้กฎหมายอาญาของไทยเรายังสามารถติดตามไปใช้บังคับต่อการ กระทำผิดบางประเภทของไทยซึ่งเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร และรวมทั้งอาจใช้บังคับเพื่อลงโทษคนต่างด้าว ซึ่งกระทำผิดต่อคนไทยในต่างประเทศได้ในบางกรณีด้วย 
    
2. สาระสำคัญของความผิดอาญา 
ประมวลกฎหมายอาญาได้ กำหนดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดอาญาไว้ 2 ประการคือ

          2.1 สาระสำคัญทางกฎหมาย
          2.2 สาระสำคัญทางการกระทำ 
    
2.1 สาระสำคัญทางกฎหมาย 

          หมายความว่าต้องมีกฎหมายบัญญัติว่า การกระทำใดเป็นความผิด และต้องเป็นกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่ในขณะซึ่ง เกิดการกระทำนั้นด้วยไม่มีผลย้อมหลังไปลงโทษบุคคลให้หนักขึ้นเป็นอันขาด แต่อาจย้อนหลังไปบัญญัติว่าการกระทำนั้นๆ ไม่เป็นความผิด หรือเป็นความผิดแต่ยกโทษให้ หรือให้ลบโทษบึคคลน้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะทำความผิดได้ เพราะเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด และบุคคลจะต้องรับโทษต่อเมื่อกฎหมายที่ ใช้อยู่ในขณะกระทำบัญญัติให้ต้องรับโทษนั้นๆ ด้วย เช่นการกระทำความผิดที่มีแต่โทษปรับ ศาลก็ได้แต่ลงโทษปรับ ศาลจะลงโทษจำคุกซึ่งไม่ใช่โทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ได้ สาระสำคัญทางกฎหมายนี้กล่าวเป็นภาษิตกฎหมายว่า "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมาย (NUIUM CIRMEN NULLA POENA SINE LEGE)" ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาของไทยได้นำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 2 วรรคแรกว่า "บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการ อันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย" 
    
2.2 สาระสำคัญทางการกระทำ

          สาระสำคัญทางการกระทำ เพียงแต่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดความผิดขึ้น ตามที่กล่าวไว้ในข้อ 2.1 หาได้มีผลทำให้ความผิดเกิดขึ้นไม่ ความผิดทั้งหลายตาม กฎหมายบัญญัติจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยการกระทำของบุคคล และการกระทำนี้ต้องแสดงออกให้ปรากฎขึ้น เพียงแต่คิดอยู่ในใจแม้จะชั่วร้ายเพียงใด ตราบใดที่ยังมิได้ลงมือกระทำการตามที่คิดไว้ ความผิดก็ยังไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นการกระทำจึงเป็นสาระสำคัญของความผิดซึ่งจะขาดไม่ได้เช่นกัน
    
หลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าการกระทำอันใดเป็นความผิดอาญา มี 6 ข้อ
          ก. ต้องมีการกระทำ กล่าวคือ
                    1) การคิดที่จะกระทำ
                    2) การตกลงใจที่จะกระทำ และ
                    3) มีการกระทำตามที่ตกลงใจนั้น

          ในกรณีที่บุคคลมีหน้าที่จะต้องป้องกันมิไห้ผลเกิดขึ้น เช่นมารดามีหน้าที่ให้นมบุตรกิน เพื่อป้องกันมิให้บุตรตาย ถ้าบุคคลละเว้นเสีย จนเกิดผลขึ้นถือเท่ากับบุคคลนั้นๆ กระทำการให้เกิดผลนั้นๆด้วยตนเองเหมือนกัน เช่น มารดาจะฆ่าบุตรจึงแกล้งให้บุตรอดนมจนบุตรตาย ถือเท่ากับมารดาได้ลงมือฆ่าบุตรด้วยตนเองโดยการงดเว้นดังกล่าว และจะถือว่า บุคคลมีหน้าที่ป้องกันมิให้เกิดผลขึ้นต่อเมื่อ
                    (ก) มีหน้าที่ตามกฎหมาย เช่นมารดามีหน้าที่ให้นมบุตรกิน
                    (ข) หน้าที่เกิดจากการยอมรับโดยเจาะจง เช่นพี่เลี้ยงมีหน้าที่เลี้ยงเด็กมิให้เด็กเป็นอันตราย
                    (ค) หน้าที่เกิดจากการกระทำก่อนๆ ของตนซึ่งเป็นภยันตราย เช่นคนขุดหลุมไว้ ต้องจุดไฟให้เขาทราบ
                    (ง) หน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์พิเศษ เช่น บิดาเลี้ยง เลี้ยงดูลูกเลี้ยง ก็ต้องเลี้ยงโดยไม่ให้ได้รับอันตราย เช่นจะปล่อยให้ลูกเลี้ยงตกน้ำตายไม่ได้ 
     
          ข. การกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบ ภายนอกที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องปรากฎว่า 
                    (ก) มีการเอาทรัพย์ไป และ
                    (ข) ทรัพย์ที่ได้เอาไปเป็นทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย องค์ประกอบภายนอกของความผิดนั้นได้แก่การกระทำและสิ่งที่เกี่ยวกับการกระทำ เช่นการฆ่าคนตาย องค์ประกอบภายนอกได้แก่
                              (1) การฆ่า
                              (2) ผู้อื่น ส่วนในเรื่องจิตใจกล่าวคือผู้กระทำจะได้กระทำไปโดย เจตนาหรือประมาทหรือไม่นั้นเป็นเรื่ององค์ประกอบภายใน
 
     
          ค. จะต้องปรากฎว่ากระทำไม่มีอำนาจทำได้
          เช่น ตำรวจเขามีอำนาจจับผู้กระทำผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การกระทำของตำรวจไม่เป็นความผิดต่อเสรีภาพ ใครจะยิงเรา เราชิงยิงเขาเสียก่อน ซึ่งเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ทั้งนี้หมายความว่าแม้การกระทำจะเข้าลักษณะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือ ตามพระราชบัญญัติอื่น แต่ถ้ากฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือกฎหมายจารีตประเพณี ให้อำนาจให้กระทำการนั้นๆได้แล้ว การกระทำนั้นๆ ก็ไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายอาญา โดยเหตุนี้การที่เราจะทราบว่าการ กระทำอันใดเป็นผิดต่อกฎหมายอาญาหรือไม่นั้น เราจะศึกษาเฉพาะจากด้านกฎหมายด้านเดียวไม่พอ เพราะอาจเป็นได้ว่ากฎหมายอาญาเอาผิดไว้ แต่มีกฎหมายอื่นซึ่งอาจเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร เช่น ประมวลกฎหมายอาญา หรือ กฎหมายจารีตประเพณีที่ได้ให้อำนาจให้เรากระทำการดังกล่าวได้ และการกระทำนั้น ๆ ไม่เป็นความผิด
 
     
          ง. เมื่อปรากฎว่า
                    (1) มีการกระทำ
                    (2) การกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบภายนอกเป็นความผิด และ
                    (3) ผู้กระทำก็ไม่มีอำนาจทำการนั้นได้ โดยไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือ กฎหมายจารีตประเพณีให้อำนาจให้ทำได้แล้วก็ต้องพิจารณาเกณฑ์ที่ว่าผู้ กระทำมีความสามารถรู้ผิดชอบหรือมีความสามารถบังคับตนได้หรือไม่ถ้าปรากฎ ว่าผู้กระทำในขณะกระทำความผิดไม่มีความสามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เลย เพราะเป็นผู้มีจิตใจฟั่นเฟือน โรคจิต หรือจิตบกพร่องแล้ว กฎหมายก็ยกโทษให้ (ดูประมวลกฎหมายอาญามาตรา 66) เพราะมิฉะนั้นบุคคลจะเสพสุรา หรือสิ่งมึนเมา อย่างอื่นเพื่อย้อมให้ใจกล้าที่จะกระทำความผิด ทั้งนี้เว้นแต่จะได้เสพสุราหรือสิ่งมึนเมาอย่างอื่นโดยไม่รู้ว่าเป็นสุราหรือสิ่งมึนเมาอย่างอื่น หรือโดยถูกข่มขืนในให้เสพ และได้กระทำความผิดในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้กฎหมายจึงยกเว้นโทษให้ ในกรณีที่กฎหมายยกเว้นโทษให้ในเมื่อได้กระทำความผิดขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถยับยั้งได้ดังกล่าว ถ้าบุคคลดังกล่าวพอจะรู้ผิดชอบหรือพอจะสามารถบังคับตนเองได้บ้าง กฎหมายก็ ให้อำนาจศาลลงโทษให้น้อยกว่าที่กำหนดไว้เพียงใดก็ได้ (ดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสองและมาตรา 66)

          นอกจากเรื่องที่บุคคลไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถยับยั้งไดัดังกล่าวแล้ว ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติเรื่องความรับผิดอาญาของเด็กไว้ โดยได้กำหนดตามอายุของเด็กดังต่อไปนี้
                    ก. ถ้าเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด จะลงโทษอาญาแก่เด็กหรือใช้วิธีกรสำหรับเด็กไม่ได้เลย (ดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72)
                    ข. ถ้าเด็กอายุกว่า 7 ปี แต่ยังไม่เกิน 14 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดจะลงโทษอาญาแก่เด็กนั้นไม่ได้เลย แต่ใช้วิธีการสำหรับเด็ก (ดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74)
                    ค. ถ้าเด็กอายุกว่า 14 ปี แต่ยังไม่เกิน 17 ปี ประทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ศาลต้องพิจารณาถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับเด็กนั้น และมีอำนาจ
                              (1) ที่จะใช้วิธีการสำหรับเด็กเหมือนเด็กอายุยังไม่เกิน 14 ปี หรือ
                              (2) ที่จะลงโทษอาญาแก่เด็ก โดยลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับเด็กสำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง (ดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75)
 
     
          จ. เมื่อปรากฎว่าผู้กระทำ
          มีความสามารถรับผิดชอบหรือบังคับตนเองได้แล้ว ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้กระทำโดยเจตนาหรือประมาทหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนขององค์ประกอบภายใน ประมวลกฎหมายอาญาได้วางหลักว่า โดยปกติผู้กระทำจะต้องกระทำโดยเจตนาจึงจะมีความผิด (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59) หลักนี้มีข้อยกเว้น 3 ประการ คือ
                              (ก) ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ซึ่งกฎหมายระบุไว้ชัดแจ้งโดยต้องบัญญัติว่า การกระทำนั้นแม้กระทำโดยประมาทก็เป็นความผิด เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยประมาท เป็นต้น ถ้าการกระทำนั้นกฎหมายมิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า การกระทำโดยประมาทเป็นความผิดแล้ว การกระทำโดยประมาทหาเป็นความผิดไม่ เช่น การประมาททำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายหาเป็นความผิดไม่
                              (ข) ในกรณีที่กฎหมายระบุไว้ชัดแจ้งว่าแม้ไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด และ
                              (ค) ความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งใช้หลักกลับกัน กล่าวคือโดยปกติแม้ไม่กระทำโดยเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่จะปรากฎจากถ้อยคำของบทบัญญัตินั้นๆ เองว่า จะต้องได้กระทำโดยเจตนาจึงจะเป็นความผิด (ดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา104) แต่ความผิดลหุโทษตามพระราชบัญญัติอื่นต้องมีเจตนาจึงจะมีความผิด
          เจตนามี 2 ประเภท คือ
                              (1) เจตนาประสงค์ต่อผล ซึ่งได้แก่
                                        (ก) กระทำโดยรู้สำนึก ซึ่งหมายความว่าต้องกระทำโดยมีความคิด ความตกลงใจ และการกระทำตามที่ตกลงใจนั้นเอง และ
                                        (ข) การกระทำโดยเจตนาโดยประสงค์ต่อผล ซึ่งได้แก่
                                                  (ก) กระทำโดยรู้สึก และ
                                                  (ข) ผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือ
                              (2) เจตนาโดยเล็งเห็นผล ซึ่งได้แก่
                                        (ก) กระทำโดยรู้สำนึก และ
                                        (ข) กระทำย่อมเล็งเห็นผล
          ส่วนประมาทนั้นได้แกกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมี
                    (ก) ตามวิสัย และ
                    (ข) ตามพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ 
     
          ฉ. เมื่อปรากฎว่าผู้กระทำได้กระทำไปโดยเจตนาหรือประมาท
          เข้าเกณฑ์แห่งความผิดที่กฎหมายระบุไว้แล้ว ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าสำหรับการกระทำนั้นๆ มีเหตุที่กฎหมายยกเว้นโทษให้หรือไม่ เหตุที่กฎหมายอาญายกเว้นโทษสำหรับการกระทำนั้นๆ ได้แก่
                    (1) กระทำความผิดด้วยความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 และ
                    (2) กระทำความผิดด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้า พนักงานซึ่งมิชอบด้วยกฎหมายแต่ผู้กระทำมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยตนเองไม่รู้ว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่มิชิบด้วยกฎหมาย (ดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 70)
การกระทำความผิดที่กฎหมายลดหย่อนผ่อนโทษ ให้ได้แก่ กรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้
                              (ก) ผู้ใดบันดาลโทสะ โดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มแหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
                              (ข) ผู้ใดอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือ กึ่งหนึ่งก็ได้
                              (ค) ความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก ถ้าเป็นการกระทำที่ผู้บุพการีคือบิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด กระทำต่อผู้สืบสันดาน คือลูก หลาน เหลน ลื้อ หรือผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกัน กรณีนี้ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
                              (ง) เมื่อปรากฎว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ได้แก่ ผู้กระทำผิดเป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์สาหัส มีคุณความดีมาก่อน รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน หรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาหรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่า ลักษณะทำนองเดียวกัน กรณีต่างๆ เหล่านี้ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง ของโทษที่จะลงต่อผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การลดโทษ ศาลมักจะลดโทษกึ่งหนึ่ง หนึ่งในสามหรือหนึ่งในสี่ แล้วแต่พฤติการณ์ในคดี แต่ในบางกรณี การลุแก่โทษหรือการรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงนั้น หากศาลเห็นว่ารับสารภาพเพราะจำนนต่อพยาน ศาลอาจไม่ลดโทษให้เลยก็ได้ 
    
การพยายมกระทำความผิด การพยายามกระทำความผิดมี 2 ประเภท คือ

          1.การพยายามกระทำความผิดที่ลงมือกระทำแล้ว แต่
กระทำไปไม่ตลอด เช่น ขึ้นนกยิงปืนจ้องจะยิงเขา แต่ยิงไม่ได้เพราะถูกคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์มาปัดมือที่ถือปืนจนปืนร่วง
          2. การพยายามกระทำความผิดที่ลงมือกระทำแล้วและกระทำไปตลอดแล้วแต่
การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เช่นยิงเขาแล้วแต่ยิงไม่ถูก
          เพื่อความเข้าใจในการศึกษาการพยายามกระทำความผิด เราสามารถแยกขั้นตอนแห่งการกระทำความผิดได้ 5 ขั้นตอน คือ
                              (1) ความคิดที่จะกระทำ
                              (2) ตกลงใจที่จะกระทำ
                              (3) ตระเตรียมการกระทำ
                              (4) ลงมือกระทำ
                              (5) ความผิดเกิดขึ้น
          การที่บุคคลเกิดความคิดที่จะกระทำความผิดและตกลงใจที่จะกระทำความผิด อันเป็นการผ่านขั้นตอนการกระทำความผิดในขั้นที่ 1 กับขั้นที่ 2 นั้น ในทางกฎหมายยังไม่ถือว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดและต้องรับโทษแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะการกระทำทั้งสองขั้นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเพียงความคิดภายในจิดใจเท่านั้น ยังมิได้มีการกระทำภายนอกที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดไม่ แต่ถ้าการกระทำได้ผ่านล่วงเข้ามาอีกขั้นหนึ่งคือขั้นกระเตรียมกระทำผิด ในขั้นนี้ในหลักการกฎหมายก็มิได้บัญญัติเป็นความผิดเช่นกัน ทั้งนี้เว้นแต่เป็นการตระเตรียม กระทำผิดบางประการซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรง หากกระทำขึ้นจนเป็นความผิดสำเร็จและกระทบกระเทือนถึงความสงบสุขและความมั่นคง ปลอดภัยของประเทศชาติ เช่น ความผิดฐานปลงพระชนม์หรือประทษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาทหรือฐานฆ่า หรือประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 107-110) หรือฐานเป็นกบฎ ตามมาตรา 113 หรือความผิดต่อความมั่นคงของรัฐบาลภายนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 119 ถึง มาตรา 128 หรือความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ตามมาตรา 217 และ 218 เป็นต้น ความผิดต่างๆ เหล่านี้แม้เป็นการกระทำเพียงขั้นตระเตรียมการ กฎหมายก็บัญญัติเป็นความผิดและลงโทษแก่การกระทำนั้นแล้ว
          ส่วนการกระทำในขั้นที่ 4 คือลงมือกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็น "พยายามกระทำความผิด" และเมื่อใดจึงจะเป็นการลงมือนั้น ตามคำพิพากษาฎีกาต้องพิจารณาว่าได้กระทำลงไปใกล้ชิดกับการกระทำความผิดสำเร็จหรือยัง เช่น นาย ก.จะฆ่านาย ข. เพียงที่ได้ชักปืนออกมาจากกระเป๋าเสื้อยังไม่ใกล้ชิดกับการกระทำความผิดสำเร็จ ต่อเมื่อนาย ก. ขึ้นนกจ้องจะยิงนาย ข. จึงจะถือว่าใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จ และถือว่าเป็นการ "ลงมือ" อันทำให้ผู้กระทำต้องรับผิดฐานพยายามกระทำความผิด และมีโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ
          อนึ่งเมื่อได้พยายามกระทำความผิดไปแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะยับยั้งเสียเอง เช่น ขึ้นนกปืนจะยิงเขาแล้ว แต่ไม่ยิงเพราะสงสาร ประการหนึ่ง หรือกระทำไปตลอด แล้วแต่กลับใจแก้ใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล เช่น เอายาพิษไปใส่ในอาหารของเขาแล้วแต่สงสารขึ้นมาเลยไปบอกความจริงให้ทราบ เขาจึงไม่ได้กินยาพิษอีกประการหนึ่ง ในกรณีใดกรณีหนึ่งในสองประการดังกล่าวนี้ ประมวลกฎหมายอาญาไม่เอาผิดฐานพยายาม แต่ส่วนการที่ได้กระทำมาแล้วเป็นผิดกฎหมายเท่าใดก็ต้องรับผิดเท่านั้น เช่นถ้าซื้ออาวุธปืนเถื่อนมาใช้ในการฆ่าคนตาย ซึ่งเป็นความผิดฐานมีปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเสียแล้ว ก็คงมีความผิดฐานมีปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นต่อไป เพราะได้กระทำผิดฐานมีปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตสำเร็จแล้ว
เหตุลดหย่อนโทษของการพยายามกระทำความผิด ได้แก่ การพยายาม กระทำความผิดซึ่งไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 81 ว่า "ผู้ใดกระทำการโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แต่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ หรือเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ ให้ถือว่าผู้นั้นพยายามกระทำความผิด แต่ให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น"
          ถ้าการกระทำดังกล่าวในวรรคแรกได้กระทำไปโดยความเชื่องมงาย ศาลอาจไม่ลงโทษก็ได้ จะเห็นว่าการพยายามกระทำผิดซึ่งไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เกิดขึ้นได้ 2 สาเหตุ คือ
                    (ก) ไม่สามารถบรรลุผลอย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ กล่าวคือปัจจัยที่ใชในการกระทำความผิดอยู่ในสภาพที่ไม่อาจทำให้ความผิดบรรลุผลสำเร็จได้เลย เช่นใช้ปืนที่ผลิตขึ้นเองซึ่งด้อยประสิทธิภาพมาก ขนาดยิงในระยะห่างเพียง 1 ศอก กระสุนถูกเพียงผิวหนังถลอก ดังนี้ถือว่าอาวุธปืนอันเป็นปัจจัยที่ใช้ในการ กระทำผิดนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่สามรถบรรลุผลอย่างแน่แท้
                    (ข) ไม่สามารถบรรลุอย่างแน่แท้เพราะเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อหมายความว่า วัตถุที่มึ่งหมายกระทำต่อนั้นอยู่ในสภาพที่ทำให้กรกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่าแน่แท้ เช่น ก. ตั้งใจจะยิง ข. จึงพกปืนไปที่บ้าน ข. ก.เห็นตอไม้อยู่ข้างบ้านข. ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำ ก.เข้าใจผิดว่าตอไม้นั้นเป็น ข. กำลังยืนอยู่จึงลั่นกระสุนใส่ตอไม้ ดังนี้ ถือว่าการกระทำของ ก. ไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุแห่งวัตถุที่มึ่งหมายกระทำต่อเป็รตอไม้ มิใช่ ข. ก. จะยิงอย่างไร ข. ก็ไม่ถึงแก่ความตาย
การพยายามกระทำความผิดซึ่งไม่อาจบรรลุผลอย่างแน่แท้ ตามข้อ (ก) (ข) ตามปกติกฎหมายลดหย่อนโทษให้ โดยให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่ กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากการพยายามที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ได้กระทำไปโดยความเชื่ออย่างงมงาย ศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ เช่น ก. ตั้งใจจะฆ่า ข. จึงทำพิธีปลุกเสกหนังหรือตะปูให้ไปเข้าท้อง ข. เพื่อให้ ข. ถึงแก่ความตาย จะเห็นว่าการกระทำของ ก. ดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผล ได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยที่ใช้กระทำความผิดโดยสภาพย่อมไม่สามารถบรรลุผลได้ และ ก. ได้กระทำไปโดยความงมงาย ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายจึงบัญญัติให้อยู่ในดุล พินิจของศาลที่จะไม่ลงโทษแก่การกระทำผิดนั้นเลยก็ได้
นอกจากนี้การพยายามกระทำความผิดลหุโทษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 105 ว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิดลหุโทษ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ" ทั้งนี้เพราะความผิดลหุโทษเป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ มีอัตราโทษเพียงจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
    
บุคคลหลายคนร่วมกระทำความผิด

          บุคคลที่กระทำความผิดนั้น ถ้ากระทำแต่โดยลำพังก็ไม่มีปัญหา ปัญหามีในกรณีที่คนหลายคนกระทำความผิด ซึ่งแยกออกได้ดังนี้

          1. ตัวการด้วยกัน

          คือบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้ไปร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ทั้งได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิดร่วมกันด้วย ตัวการนี้รับโทษเต็มที่ เช่น ก. และ ข. มีเจตนาร่วมกันที่จะไปฆ่า ค. แล้ว ก. ใช้มีดแทง ค. ส่วน ข. ใช้ไม้ตีศีรษะ ค. ถึงแก่ความตาย ทั้ง ก. และ ข. เป็นตัวการในความผิดฐานฆ่าคนตาย

          2. ผู้สนับสนุน

          คือบุคคลที่กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ถ้าบุคคลนั้นมีเจตนา กระทำอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกดังกล่าวเป็นผู้สนับสนุน และผู้สนับสนุนกระทำความผิดดังกล่าวนี้ จะต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับตัวการ เช่น ก. ให้ยืมอาวุธปืนแก่ ข. เพื่อ ข. จะนำไปฆ่า ค. ถ้า ข.ฆ่า ค. ตาย ด้วยปืนนั้น ก. เป็นผู้สนับสนุนในการฆ่า ค. ตายนั้น ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของความผิดฐานฆ่าคนตาย
          3. ผู้ใช้ให้กระทำความผิด

          คือบุคคลที่ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใดโดยเจตนา เช่น ก. ใช้ ข. ให้ฆ่า ค. และ ข. ฆ่า ค. ตามที่ถูกใช้นั้น ข.มีความผิดฐานฆ่า ค. ตาย ส่วน ก. ซึ่งผู้ใช้ให้กระทำความผิด ก. มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยตนเอง แต่ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำ หรือเพราะเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ใช้นั้น

4. ผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด

          คือบุคคลผู้โฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และถ้าความผิดนี้มีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่า หกเดือนเพียงที่โฆษณาหรือประกาศดังกล่าว บุคคลนั้นต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นแล้ว แต่ถ้าได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการโฆษณา หรือประกาศ ก็มีความผิด เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดนั้นด้วยตนเอง ตัวอย่าง ก. ประกาศว่า ใครตีศีรษะ ข. แตกจะให้รางวัล 1,000 บาท ค. ทราบคำประกาศจึงตีศีรษะ ข. แตก เพื่อเงินรางวัล ประมวลกฎหมายอาญาถือเสมือนว่า ก. ได้ตีศรีษะ ข. โดยตนเอง ปกครองและอีกฝายหนึ่งเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง โดยหลักเป็นเรื่องกฎหมายมหาชนถ้าหากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ก็เป็นเรื่องกฎหมายระหว่าประเทศ ดังนั้นการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามหลักเกณฑ์นี้ จึงแบ่งแยกกฎหมายออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท
 

 

ที่มาจาก  : thethailaw.com/


ที่สุดของเว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบน Smart Phone, Tablet และ iPad 100%


ที่สุดของเว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบน Smart Phone, Tablet และ iPad 100%

สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม เช่น สมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ, แท็บเล็ต รวมทั้ง iPad และ iPhone, เป็นเว็บไซต์ Responsive เต็มรูปแบบ ทั้งระบบ Front end และ Back end สะดวกทั้งผู้ชมและผู้ดูแลเว็บไซต์ เพราะสามารถใช้งาน iPad หรือ Tabletได้ทุกที่และทุกเวลา

คลิกดูรายละเอียด