บทความน่ารู้
การตีความกฎหมาย



การตีความกฎหมาย

          การตีความกฎหมาย คือการตี "ถ้อยคำ" ของกฎหมายให้ได้เป็นข้อความที่จะนำไปใช้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท การตีความไม่ใช่แปลความ การแปลเป็นการกระทำตรงไปตรงมาไม่ต้องขบคิดค้นหาอะไรมาก ความในภาษาหนึ่งเป็นอย่างไร แปลไปสู่อีกภาษาหนึ่งให้ตรงกันก็ใช้ได้ แต่การตีความเป็นการขบคิดค้นหาจากคำตอบทางกฎหมายอย่างใช้เหตุใช้ผล ไม่ใช่การทายหรือเดาสุ่มทำนองการตีปริศนาหรือการทายปริศนา และไม่ใช่เป็นการแปลความด้วย
          โดยสรุปการตีความมีความหมายว่า การคิดค้นหาจากบทบัญญัติของกฎหมายโดยวิธีใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยา และสามัญสำนึกเพื่อให้ได้มาซึ่ง "ข้อความ" ของกฎหมายที่จะนำไปใช้วินิจฉัยคดีข้อพิพาทได้อย่างถูกต้อง คือเหมาะเจาะเหมาะสมและเป็นธรรม 
     
 1. ในกรณีในที่ต้องมีการตีความ 
 
          เรื่องนี้มีความเห็นของนักนิติศาสตร์แตกต่างกันอยู่ 2 ฝ่าย กล่าวคือ
          ฝ่ายแรก เห็นว่า ในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายมีความหมายชัดเจนแน่นอนอยู่แล้วก็ไม่ต้องตีความกฎหมายนั้น การตีความกฎหมายจะเกิดมีขึ้นก็เฉพาะในกรณีบทบัญญัติของกฎหมายมีข้อเคลือบแคลงสงสัยเท่านั้น
          ฝ่ายสอง เห็นว่า การตีความกฎหมายนั้นไม่จำกัดเฉพาะในกรณีถ้อยคำในกฎหมายไม่ชัดเจนเท่านั้น แม้ในกรณีที่ถ้อยคำในกฎหมายชัดเจนดีอยู่แล้วก็ต้องมีการตีความกฎหมาย เพราะความเป็นจริงถ้อยคำแต่ละถ้อยคำที่ประกอบเป็นข้อความนั้นไม่มีความหมายที่ชัดแจ้งในตัวของมันเอง ความหมายของมันจะชัดเจนขึ้น เมื่อเราอ่านรวมกับถ้อยคำอื่นที่เป็นข้อความแวดล้อมและที่รวมกันเข้าก็ประกอบเป็นข้อความทั้งหมดของเรื่องนั้น โดยสรุปก็คือต้องพิจารณาถึงถ้อยคำตัวอักษรที่ชัดเจนนั้นประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นพร้อมกันไป เพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริงหรือเหตุผลที่แท้จริงของกฎหมาย 
     
 2. เหตุที่ต้องมีการตีความกฎหมาย 
 
          การที่ต้องมีการตีความกฎมายก็เพราะว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าที่เกิดขึ้ในภายหน้าได้ทุกกรณี จึงไม่สามารถบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมทุกกรณี นอกจากนั้นฝ่ายนิติบัญญติอาจมีความผิดพลาดในเรื่องการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับได้ เช่นบัญญัติกฎหมายไวเคลือบคลุมหรือขัดแย้งกันเอง เช่นนี้ในการใช้กฎหมายจึงต้องมีการตีความกฎหมาย 
     
 3. การตีความกฎหมายทั่วไป 
 
          การตีความกำมหายต้องพิเคราะห์ตัวอักษรให้ได้ความหมายของตัวอักษร และการจะรู้ความหมายของตัวอักษรได้ต้องพิเคราะห์เหตุผลหรือความมุ่งหมายของกฎหมายประกอบดัวย กรตีความกฎหมายจึงต้องพิจารณาประกอบกันไป 2 ด้าน คือ พิเคราะห์ตัวอักษร และพิเคราะห์ความมุ่งหมายของกฎหมาย (เจตนารมณ์ของกฎหมาย) ไปด้วยกัน โดยสรุปในการตีความนั้นต้องใช้ทั้งตีความตามตัวอักษรประกอบกับการตีความตามเจตนารมณ์
แต่เพื่อประโยชน์ในการศึกษาจะขอแยกพิจารณาการตีความกฎหมายโดยทั่วไป เป็น 2 กรณี คือ
1. การตีความตามตัวอักษร
2. การตีความตามเจตนารมณ์ 
     
          1. การตีความตามตัวอักษร 
          เป็นการพิจารณาความหมายของกฎหมายจากตัวบทกฎหมายนั้น ซึ่งแยกพิจารณาได้ 3 กรณีคือ
                    (1) กรณีที่ถ้อยคำมีความหมายเป็นไปตามที่สามัญชนทั่วไปเข้าใจกัน ซึ่งสามารถหาความโดยยึดถือความหมายที่ปรากฎในพจนานุกรมเป็นหลัก
                    (2) กรณีใช้ภาษาทางวิชาการหรือภาษาเทคนิค เมื่อใดคำในตัวบทกฎหมาย ใช้คำเป็นภาษาทางวิชาการหรือภาษาเทคนิค ก็ต้องถือความหมายตามที่เข้าใจในวงวิชาการนั้นเช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มีชื่อสารเคมีในตัวบทกฎหมาย ก็ต้องเช้าใจว่าสารเคมีที่ระบุในกฎหมายนั้นมีความหมายเหมือน กับความหมายในวงวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์
                    (3) กรณีถ้อยคำที่กฎหมายประสงค์ให้มีความหมายเป็นพิเศษกว่าที่เข้าใจกันอยู่ในภาษาธรรมดา ที่เรียกว่า "ศัพท์กฎหมาย" ศัพท์กฎหมายนั้นจะใช้ในกรณีที่เป็นของกฎหมายโดยแท้ เช่นคำว่า นิติกรรม โมฆียกรรม เป็นต้น จึงต้องเป็นไปตามความหมายที่เป็นที่เข้าในกันในวงการของนักกฎหมาย หรือเป็นไปตามความหมายที่ผู้บัญญัติกฎหมายประสงค์เป็นเช่นนั้น

ศัพท์กฎหมายนั้นแยกออกได้เป็น 3 ประเภทคือ
          ก. ศัพท์กฎหมายที่ก่อตัวและพัฒนาโดยวิชานิติศาสตร์
          วิชาการนิติศาสตร์ก็เหมือนวิชาการอื่นๆ ที่ต้องมีคำศพท์เฉพาะทีใช้ในทางวิชาการของตน นักนิติศาสตร์ได้คิดประดิษฐ์คำศัพท์กฎหมายขึ้น มาใช้ในวิชาการนิติศาสตร์สะสมกันมานับเวลาเป็นพันปีนับตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน บางคำก็มีการนิยามไว้ บางคำก็มิได้มีการนิยามเอาไว้ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาจากตำราคำสอบต่างๆ
          ข. คำศัพท์ที่เกิดจากคำพิพากษาของศาล
          เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษา ของศาลฎีกาได้มีการอธิบายความหมายหรือให้ความหมาย แก่ถ้อยคำบางคำของตัวกฎหมายไว้ และคำพิพากษาฎีกาที่มีมาในภายหลังได้ยอมรับ วินิจฉัยไปในทำนองเดียวกันเรื่อยมา จนเห็นที่ยอมรับกันในวงการนักกฎหมายทั่วไป เช่นคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น นอกจากจะต้องเสียหายในทางพฤตินัย คือตามความเป็นจริงแล้ว ศาลฎีกายังได้ให้ความ หมายอีกว่าต้องเสียหายในทางนิตินัยด้วย คือไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ 1390/2475,1183/2480)
          ค. ศัพท์กฎหมายที่เกิดจากการนิติบัญญัติ
                    1) กฎหมายประสงค์ให้คำมี่ใช้ในกฎหมายมีความหมายต่างไปจากความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป กฎหมายจะมีบทนิยามความหมายของคำนั้นๆไว้
                    2) ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายจำเป็นต้องใช้ประโยคที่มีใจความยาวๆ ที่เหมือนกัน ซ้ำๆ กันอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตัวบทกฎหมายมีลักษณะเยิ่นเย้อและให้ง่ายต่อการเขียนและการอ่าน ทำความเข้าใน ผู้บัญญัติกฎหมายมักคิดคำศัพท์กฎหมายขึ้นมาใช้แทนประโยคที่มีใจความยาวๆ ก็ใช้ศัพท์กฎหมายที่สั้นกระทัดรัดเข้าไปแทนที่ ในบางครั้งคำศัพท์มีความหมายต่างจากปกติธรรมดาที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เช่น พระราชบัญญัติการประมง พศ. 2490 มาตรา 4(1) บัญญัติว่า ""สัตว์น้ำ" หมายความว่า ปลา เต่า กระ กุ้ง ปู สัตว์น้ำจำพวกปลิงทะเล จำพวกฟองน้ำ และจำพวกสาหร่ายทะเล" ซึ่งโดยข้อเท็จจริง สาหร่ายทะเลเป็นพืช ไม่ใช่สัตว์ แต่ก็กลายเป็นสัตว์ไปตามที่กฎหมายนิยาม
                    3) บางกรณีการมีบทวิเคราะห์ศัพท์หรือบทนิยามยัง ใช้ประโยชน์ในการเป็นคำย่อของกฎหมายด้วย

          ข้อสังเกตการใช้บทวิเคราะห์ศัพท์หรือบทนิยาม
                    1. การค้นหาความหมายของถ้อยคำที่มี ปรากฎอยู่ในบทนิยามนั้น จะต้องยึดถือความหมายตามบทนิยามอย่างเคร่งครัด
                    2. บทวิเคราะห์ศัพท์อาจทำให้ถ้อยคำหนึ่งๆ มีความหมายแตกต่างจากความหมายธรรมดา ขัดต่อสามัญสำนึก จาความเข้าใจของคนทั่วไปได้ ซึ่งความหมายเฉพาะนี้จะใช้เฉพาะ ในกฎหมายที่มีบทนิยามศัพท์นั้นเท่านั้น
                    3. ในกรณีที่มีกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายต่างประเภทกัน และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ไม่อาจที่จะนำความหมายของคำเดียวกันในกฎหมายหนึ่งไปใช้กับ คำคำนั้นในกฎหมายอีกฉบับได้ 
     
          2. การตีความตามเจตนารมณ์ 
          คือ การค้นหาความหมายของถ้อยคำในบทกฎหมายจาก เจตนารมณ์หรือความหมายมุ่งหมายของกฎหมายนั้นๆ
เจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละเรื่องมีไม่เหมือนกัน เช่น เจตนารมณ์ของกฎหมาย อาญามุ่งที่จะควบคุมการกระทำผิดและลงโทษผู้กระทำผิด ในขณะที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มุ่งจะให้มีการชดใช้เยียวยาความเสียหาย
          เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้มีปัญหาว่าจะค้นหาจากที่ใด ซึ่งในเรื่องนี้มีอยู่ 2 ทฤษฎี คือ
                    ก. ทฤษฎีอำเภอจิต
                    ซึ่งเห็นว่าสามารถค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมายจากเจตนารมณ์ ของผู้บัญญัติกฎหมายนั้นเองในทางประวัติศาสตร์ เช่นพิจารณาจากบันทึก รายงานการประชุมของสภา คำอภิปรายในสภาเป็นต้น
                    ข. ทฤษฎีอำเภอการณ์
                    ซึ่งเห็นว่าต้องค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมายน ั้นว่ากฎหมายมีความมุ่งหมายอย่างไร โดยอาจผันแปรไปตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปได้ เช่นกฎหมายออกในสมัยที่ยังไม่มีวิทยุโทรทัศน์ แม้ภายหลังมีโทรทัศน์ก็สามารถใช้กฎหมายปรับได้
ในการตีความกฎหมายควรใช้ทั้งสองทฤษฎีประกอบกัน เพราะลำพังใช้ทฤษฎี ใดทฤษฎีหนึ่งนั้นจะมีข้อบกพร่อง
ตัวอย่างการตีความกฎหมายโดยพิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายเช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 95/2484 ชายมีภริยาอยู่แล้ว ได้ขอหญิงมาเลี้ยงดูเป็นภริยาน้อย และได้ทำสัญญากับ ฝ่ายบิดาหญิงว่าจะให้ทรัพย์สินจำนวนหนึ่งแก่หญิงและบิดาหญิง ดังนี้สัญญานั้นเป็นการอุดหนุนให้ชายมีภริยาอีกคนหนึ่ง ต้องห้ามตามกฎหมายใช้บังคับไม่ได้
          ข้อสังเกต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ใช้ระบบผัวเดียวเมียเดียวแทนระบบหลายเมียแต่เดิม โดยกำหนดไว้ในกฎหมายว่าชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ทั้งของผู้บัญญัติกฎหมาย (ทฤษฎีอำเภอจิต) และความมุ่งหมายของกฎหมายนั้น (ทฤษฎีอำเภอการณ์) 
     
 4. การตีความกฎหมายพิเศษ (กฎหมายอาญา) 
 
          กฎหมายพิเศษในที่นี้ หมายถึง กฎหมายที่มีโทษอาญา ซึ่งโดยหลักได้แก่ประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ยังรวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่มีโทษทางอาญาด้วย เช่น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร เป็นต้น
เหตุที่มีการตีความกฎหมายมีลักษณะต่างไปจากการตีความกฎหมายทั่วไป ก็เพราะกฎหมายอาญามีวัตถุประสงค์ในการลงโทษบุคคล ซึ่งการลงโทษนั้น กระทบสิทธิของประชาชน จึงต้องใช้กฎหมายอาญาด้วยความระมัดระวัง
          กฎหมายอาญามีหลักเกณฑ์ในการตีความดังต่อไปนี้
                    1. กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด 
                    ประมวลกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษ ฉะนั้นจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด กล่าวคือถ้าบัญญัติว่าการกระทำหรืองดเว้นกระทำใดเป็นความผิด ก็ต้องตีความว่าเฉพาะการกระทำหรืองดเว้นเท่าที่ระบุไว้เท่านั้น ที่ซึ่งกฎหมายมุ่งหมายจะให้เป็นความผิด การกระทำหรืองดเว้นอื่นนอกจากนั้นหาเป็นความผิดไม่
                    2. จะตีความประมวลกฎหมายอาญา
                    ในทางขยายความให้เป็นการลงโทษหรือเพิ่มโทษผู้กระทำให้หนักขึ้นไม่ได้ เช่นเมื่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 กำหนดให้การหลอกลวงโดยทุจริตให้บุคคลส่งแรงงานให้ เช่น อยากได้บ่อน้ำก็หลอกลวงว่าตรงนั้นมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ ใครขุดได้จะยอมให้เอาไป เขาหลงเชื่อจึงขุดดินให้เป็นบ่อ ซึ่งเป็นการหลอกลวงให้เขาส่งแรงงานให้ ศาลจะตีความว่าการส่งแรงงานก็เหมือนกับการส่งทรัพย์ แล้วลงโทษผู้หลอกลวงฐานฉ้อโกง เหมือนกับการหลอกลวงให้ส่งทรัพย์ได้ เพราะเป็นการตีโดยขยายความให้เป็นการลงโทษบุคคล
                    3. ในกรณีเป็นที่สงสัย 
                    ศาลต้องตีความให้เป็นผลดีแก่ผู้ต้องหาว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่ทั้งนี้ต้องระลึกว่าศาลไม่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด และศาลไม่มีหน้าที่พยายามหาทางตีความในทางที่เป็นผลดีแก่ผู้กระทำผิด ก็ต่อเมื่อถ้อยคำของตัวบทเป็นที่สงสัยซึ่งอาจตีความว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดก็ได้ ไม่เป็นความผิดก็ได้ หรือ จะให้เป็นผลร้ายหรือไม่ก็ได้ เฉพาะในกรณีเช่นว่านี้เท่านั้น ศาลจึงจะตีความให้เป็นผลดีแก่ผู้ต้องหา 
 

ที่มาจาก : thethailaw.com/

แหล่งข้อมูล http://e-book.ram.edu


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น 2 แถม 1

คลิกดูรายละเอียด