บทความน่ารู้
ประมาณการ ภาษีครึ่งปี ภงด.51



ประมาณการ ภาษีครึ่งปี ภงด.51

‘ภาษีครึ่งปี’
ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
อมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์
amornsak@tax-thai.com

          ราว 25 ปีก่อน ประเทศไทยได้เริ่มเปลี่ยนวิธีชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล จากเดิมที่ชำระปีละ 1 ครั้ง มาเป็นการชำระ 2 ครั้ง โดยยื่นเสียภาษีกลางปีกึ่งหนึ่งก่อน (ใช้แบบ ภ.ง.ด.51) ส่วนอีกกึ่งหนึ่งที่เหลือให้ยื่นชำระตอน ปลายปีตามปกติ (ใช้แบบ ภ.ง.ด.50)

          สถานการณ์การเงินการคลังของประเทศในช่วงนั้นคล้ายคลึงกับช่วงปี 2540 (ต้มยำกุ้ง Decease) มาก กล่าวคือ เงินคงคลังร่อยหรอเต็มทน ประชาชนก็จนยอบแย่บ แต่ที่แซ่บกว่านั้นคือ ‘ฯพณฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์’ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ต้องประกาศลดค่าเงินบาท คล้ายๆ กันอีกด้วย
นักวิชาการผู้เป็นต้นคิด ระบบภาษีครึ่งปีก็คือ ‘ดร.สมชัย ฤชุพันธ์’ (หัวหน้าฝ่ายนโยบายและภาษีสัมพันธ์ กรมสรรพากรในขณะนั้น) โดยคิดทางเลือกหลายวิธี เช่น จะเก็บเป็นรายไตรมาส หรือทยอยชำระเป็นรายเดือน (คล้ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ฯลฯ ในที่สุดหวยก็ออกมาว่า “ให้จัดเก็บปีละ 2 ครั้ง!”

          เหตุผลของการปรับเปลี่ยน (ตามที่คณะทำงานออกมาประกาศหน้าฉาก) คือ เพื่อให้มีความถี่ของการเสียภาษีมากขึ้น จากเดิมที่เคยเสียเป็นเงินก้อนครั้งเดียว ก็มาเฉลี่ยให้ภาระของผู้เสียภาษีเบาบางลง (แฮ่ๆ) ส่วนในแง่ รัฐบาลนั้น การไหลเข้าของเงินก็จะไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในเดือนพฤษภาคมเหมือนแต่ก่อน แต่จะกระจายออกไป ในเดือนสิงหาคมด้วย ซึ่งในแง่การคลังถือว่าวิธีนี้เป็นการบริหารการเงินที่ดี เพราะทำให้การไหลเข้าและไหลออกของเงินมีความสอดคล้องกันมากขึ้น (อันนี้ ถูกต้องครับ !)

          อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจะมีปัญหาตรงที่ว่า ภาษีครึ่งปีเป็นการเสียจากการ ‘ประมาณการกำไรสุทธิ’ ของทั้งปี ซึ่งต้องทำการประมาณการไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดรายการค้าจริง ดังนั้น เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรจึงได้วางบทลงโทษ โดยการปรับ (เงินเพิ่ม) เป็นเงิน 20% ของภาษีที่ชำระขาด หากการประมาณกำไรที่ผิดพลาดนั้นเกินกว่า 25% โดย ‘ไม่มีเหตุอันสมควร’ ?!

1. ‘ประมาณการกำไรสุทธิ’ เพื่อการรัษฏากร…ทำอย่างไร ?

          ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ที่ต้องเสียภาษีครึ่งปีจาก ‘ประมาณการกำไรสุทธิ’ ก็คือ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลโดยทั่วไป (ไม่รวมถึงธนาคาร สถาบันการเงิน หรือเครดิตฟองซิเอร์ ฯลฯ ซึ่งมาตรา 67 ทวิ (2) กำหนดให้เสียภาษีครึ่งปีจาก ‘กำไรสุทธิจริง’ ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี) โดยมีกำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ภายในเดือนสิงหาคมของทุกปี (กรณีรอบบัญชีไม่ตรงกับปีประดิทิน ให้ยื่นแบบภายใน 2 เดือนนับแต่พ้นกำหนด 6 เดือนของรอบบัญชีนั้นๆ)
เนื่องจากกฎหมายภาษีของไทย มิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำ ‘ประมาณการกำไรสุทธิ’ ไว้ ดังนั้น ผู้จัดทำประมาณการทั้งหลายจึงต้องพึ่งพาความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการ เงิน-การบัญชี ของแต่ละบุคคลเป็นหลัก (เข้าทำนอง ‘ตัวใครตัวมัน’)

          ตัวอย่าง 1 บริษัทไทยร๊ากไทย จำกัด ผู้ผลิตเครื่องแก้ความเครียดตรา ‘ลิงแก้แห’ แบ่งการบริหารองค์กรเป็น 5 ส่วนงาน คือ ฝ่ายผลิต ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงินและบัญชี ฝ่ายบุคคล และฝ่ายธุรการและจัดซื้อ มีรอบบัญชี ตรงตามปีประดิทิน (1 มกราคม - 31 ธันวาคม )

          ‘ก๊วยเจ๋ง’ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี วุฒิ MBA. จาก Wharton School, Pennsylvania, USA. ได้ดำเนินขั้นตอนจัดทำ ‘ประมาณการกำไรสุทธิ 2548’ ของบริษัทฯ ดังนี้

          ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอก/ภายในองค์กร ภาวะเศรษฐกิจไทย/โลก ศึกษาคู่แข่งขัน ประเมินโอกาสทางการตลาด ศึกษาข้อมูลการขายในอดีต ฯลฯ
          ขั้นที่ 2 พยากรณ์ยอดขายในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี (กันยายน - ธันวาคม 2548) และประมาณ ต้นทุนขาย และค่าใช้จ่ายในการขาย/บริหาร ที่เกี่ยวข้อง (Matching Principle)
          ขั้นที่ 3 จัดทำ ‘ประมาณการกำไรสุทธิ 2548’ โดยนำงบทดลองที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2548) รวมกับ ประมาณการกำไรในช่วง 4 เดือนหลัง (ขั้นที่ 2)
          ขั้นที่ 4 นำกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิ 2548 ไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ภายในเดือนสิงหาคม 2548

2. ‘เหตุอันสมควร’ ตามมาตรา 67 ตรี

          มาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ยื่นรายการหรือชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ…โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทฯ นั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีต้องเสียหรือที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี” ซึ่งอธิบายได้ว่า
          (1) บริษัทฯ ต้องจัดทำ ‘ประมาณการกำไรสุทธิ (Estimated Taxable Profit)’ แล้วนำกึ่งหนึ่งของกำไร ดังกล่าวไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ชำระภาษี 30% ภายในเดือนสิงหาคม 2548
          (2) หาก ‘ประมาณการกำไรสุทธิ’ (ตามแบบ ภ.ง.ด.51) ต่ำไปเกินกว่า 25% ของ ‘กำไรสุทธิจริง (Taxable Profit)’ (ตามแบบ ภ.ง.ด.50 ของปี 2548) โดยไม่มี ‘เหตุอันสมควร’ บริษัทฯ ดังกล่าวจะต้องเสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีครึ่งปีที่ชำระไว้ขาดหรือมิได้ชำระไว้ ตามแต่กรณี

          เนื่องจากกฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานใช้ดุลยพินิจพิจารณา ‘เหตุอันสมควร’ เป็นแต่ละกรณีไป จึงอาจเกิดการตัดสินที่เบี่ยงเบนได้ (Subjective Judgment) ดังนั้น กรมสรรพากรจึงวางบรรทัดฐานเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาของเจ้าพนักงาน ดังนี้
          ก. หากบริษัทใดยื่น ภ.ง.ด.51 เสียภาษีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนปลายปีของ ปีก่อน แม้จะประมาณการกำไรไว้ผิดพลาดเกิน 25% ก็ให้ถือว่า ‘มีเหตุอันสมควร’ (คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537)
          ข. หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0814/2873 ลว.11 เมษายน 2543 วางแนวทางไว้อีกหลายกรณี อาทิ
 หากบริษัทฯ ประมาณการกำไรสุทธิผิดพลาดเกิน 25% นั้นมีสาเหตุจากกำไรที่เกิดจากการขายทรัพย์สินในช่วง 6 เดือนหลังของปี ก็ถือว่ามี ‘เหตุอันสมควร’…ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 20%
 กรณีบริษัทตั้งใหม่ เพิ่งเริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการในช่วง 6 เดือนหลังของปี ก็น่าที่จะ คาดการณ์ยอดขายล่วงหน้าได้ยากจึงไม่ควรถูกลงโทษ เช่นกัน
 ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป แต่การใช้ดุลยพินิจของ เจ้าพนักงาน มีแนวคิดว่าสาเหตุความผิดพลาดจะต้องเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย (Irregular Transactions) ที่เกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี และต้องเป็นเหตุการณ์ที่อยู่เหนือความหมายของบริษัทนั้นๆ (Uncontrollable Factors) เช่น ได้รับคำสั่งซื้อพิเศษล็อตใหญ่เพราะเหตุการณ์ 9-11 (Nine-Eleven) หรือเกิดการลดค่าเงินบาทอย่างรุนแรง หรือปัญหาปักษ์ใต้คลี่คลายอย่างเหลือเชื่อ เป็นต้น

3. กลยุทธการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51

          มีข้อน่าสังเกตว่าบทลงโทษตามมาตรา 67 ตรี เป็นการลงโทษกรณียื่นแบบ ภ.ง.ด.51 โดยเสียภาษีไว้ขาด มิได้ลงโทษกรณีประมาณการรายได้หรือรายจ่ายผิดพลาด ดังที่ผู้เสียภาษีหลายๆ ท่าน เข้าใจคลาดเคลื่อน
ตัวอย่าง 2 ‘ก๊วยเจ๋ง’ (ผู้จัดการการเงิน) ประมาณยอดขายปี 2548 ไว้ 100 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 80 ล้านบาท ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัท 20 ล้านบาท ขณะที่ ‘ก๋วยจั๊บ’ (ผู้ช่วยของ ‘ก๊วยเจ๋ง’) ประมาณยอดขายเพียง 70 ล้าน ค่าใช้จ่ายรวม 50 ล้านบาท กำไรโดยประมาณ 20 ล้านบาทเท่ากัน…ทั้งคู่จะถือเป็นนักเรียนดีเด่นของ ‘กรมสรรพากร’ ด้วยกัน เพราะเสียภาษีครึ่งปีเท่ากันคือ 3 ล้านบาท (30% ของ 10 ล้านบาท)…ถูกต้องตามกฎหมายทั้งคู่เลย
อารัมภบทเสียยาว ผู้อ่านหลายท่านอาจหงุดหงิดเพราะจดจ่อรออ่านท่อนสุดท้าย…กลยุทธ์การยื่น ภ.ง.ด.51 ที่ปลอดภัยจากคมกระบี่ ‘สรรพากร’!!….ผู้เขียนมีข้อแนะนำพอสังเขปดังนี้ครับ
           (1) อาศัยช่องทางที่เปิดให้ในคำสั่ง ป.50/2537 ที่ว่า “เสียภาษีครึ่งปี ไว้ไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลปีก่อน”
          (2) กรณีบริษัทฯ คาดว่าจะมีผลประกอบการปลายปีเป็น ‘ขาดทุนสุทธิ’ ก็ไม่ต้องกังวลกับผลการยื่นแบบครึ่งปีแต่อย่างใด เพราะไม่มีโอกาสเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี เลย
          (3) กรณีตั้งกิจการใหม่ การยื่นเสียภาษีครึ่งปีให้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ย่อมปลอดภัยกว่า เช่น ประมาณการกำไรสุทธิไว้ 100 ล้านบาท ก็อาจนำกำไรเกินกึ่งหนึ่งคือ 70-80 ล้านบาท มายื่นเสียภาษีกลางปี เป็นต้น
ฯลฯ
          สำหรับท่านผู้อ่านที่ทำตามวิธีการที่ผู้เขียนแนะนำก็แล้ว ไปรดน้ำมนต์มาหลายวัดก็แล้ว แต่ก็ยังไม่หายกังวลสักที…ให้ลองตรงไปยัง ‘หลวงพ่อคูณ’ เพื่อขอยันต์ ‘วิรุฬจำบัง’ เอาเคล็ดไว้ป้องกัน ‘สรรพากร’…ก็ไม่เลวนะ !

 

ที่มาจาก : avaccount.com


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น 2 แถม 1

คลิกดูรายละเอียด