บทความน่ารู้
ประชาพิจารณ์ FTA ไทย-อียู"


ประชาพิจารณ์ FTA ไทย-อียู"

          กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเวทีสาธารณะ "คิดเห็นอย่างไร เตรียมพร้อมหรือไม่ จะรับมืออย่างไร หากไทยจัดทำ FTA กับสหภาพยุโรป" เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเปิดเวที รับฟัง ความเห็นก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ที่มีผล ต่ออนาคตของประเทศไทย หรืออาจจะเรียกได้ว่า ความตกลงการค้าเสรีไทย-อาเซียนถือเป็นความตกลง FTAฉบับแรก ที่รัฐบาลต้องเปิดประชาพิจารณ์อย่างจริงจังและ เป็นระบบมากที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 190 กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ได้บังคับไว้

          โดย นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการ รับฟังความเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการทำ FTA-สหภาพยุโรป กล่าวว่ามีการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ภาคเกษตร-ภาคประชาสังคม-ภาคเอกชน และภาครัฐ ซึ่งได้ทยอยรับฟังความเห็น แบบกลุ่มย่อย (โฟกัสกรุ๊ป) มากกว่า 20 ครั้ง และผ่านเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน

          "คณะอนุกรรมการ 3 ชุดแรก รับทราบความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากการเจรจาล่าช้าหรือไม่เจรจาจะทำให้เสียเปรียบคู่แข่งทางการค้าในตลาด สหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกถึง 11% ทั้งสินค้าบริการ เทคโนโลยี หากเปิดตลาดก็จะได้ประโยชน์และลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี ทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการลดภาษีถาวรดีกว่าการ รอคอยความหวังจากการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (EU-GSP) ที่สหภาพยุโรป จะให้สิทธิ GSP เป็นรอบ ๆ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านไทยหลายประเทศได้เปิดเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปไปแล้ว" นายวินิจฉัยกล่าว

อ้างประชาชน 80% เห็นชอบเจรจา

          ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช ประธาน คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นของภาคเกษตรกล่าวว่า จากการประเมิน ความเห็นของประชาชนผ่านการประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ 5 ครั้ง ทุกกลุ่ม ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 600 คน ในจำนวนนี้ มีประชาชน 79.4% "เห็นด้วย" ที่ไทยจะต้องเปิดการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป แต่ทั้งนี้ในส่วนของภาคเกษตรกรมีความกังวลเรื่องปัญหาสินค้าเกษตรจากสหภาพ ยุโรปจะทะลักเข้ามา สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อ รายได้ของเกษตรกร และส่วนใหญ่นายทุนจะเป็นผู้รับประโยชน์มากกว่าเกษตรกรเพราะขาดองค์ความรู้


          ในขณะที่ นายอัครพล ลีลาจินดามัย ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นของภาคเอกชน ทั้งภาคสินค้า-บริการ และการลงทุนกล่าวว่า คณะอนุกรรมการ ได้สรุปท่าทีการเปิดตลาดสินค้าในกรอบไทย-สหภาพยุโรปเป็น 3 ท่าที คือ 1) สินค้าที่สนับสนุนการเจรจาและพร้อมลดภาษี 8 กลุ่ม ได้แก่ อาหาร, น้ำตาล, สิ่งทอ, เครื่องนุ่งห่ม, อัญมณีและ เครื่องประดับ, เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางกลุ่ม 2) สินค้าที่สนับสนุนการเจรจา แต่ขอขยายระยะเวลาลดภาษีออกไปมี 5 กลุ่ม ได้แก่ ยานยนต์, เหล็ก/ผลิตภัณฑ์, พลาสติก, ปิโตรเคมี, เคมีภัณฑ์ เครื่องหนัง/ผลิตภัณฑ์ และ 3) สินค้าที่ ไม่สนับสนุนการเจรจาและ จัดเป็นสินค้า อ่อนไหว 7 รายการ ได้แก่ ยา, เยื่อ/กระดาษ, ไม้อัด, ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องสำอาง โคนม/โคเนื้อ

          ส่วนภาคบริการและการลงทุนได้รับความเห็น 6 กลุ่ม ได้กำหนดท่าทีการ เจรจาออกมาเป็น 3 ท่าที คือ 1) กลุ่มสนับสนุนการเปิดตลาด ได้แก่ โทรคมนาคม, โลจิสติกส์, ท่องเที่ยว ประกอบด้วยโรงแรม-ภัตตาคาร-ร้านอาหาร-สปา/ นวดแผนไทย-ภาพยนตร์-โสตทัศน์ 2) กลุ่มที่สนับสนุนการเปิดตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป ได้แก่ การเงิน/การธนาคาร และ 3) กลุ่มไม่สนับสนุน การเจรจา ต้องการให้จัดเป็นสินค้าอ่อนไหว ได้แก่ ธุรกิจยาและชิปปิ้ง

อนุกรรมการรัฐบาลฟันธงไม่มีปัญหา

          นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นของภาครัฐกล่าวสรุปว่า ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสการทำ FTA ได้ ดังนั้น จึงต้องมีความกล้าและมีความพร้อมเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบ หลัก ๆ ประกอบด้วย 1) สหภาพยุโรปมีมาตรการ ที่เป็นอุปสรรคในการเข้าตลาดมาก ฉะนั้น ต้องมีการสร้างความร่วมมือด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและมี มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบควรมีการสร้างกลไกในการเจรจาเพื่อเตรียมความ พร้อมรับมือมาตรการทางการค้า เช่น มาตรฐานด้านสุขอนามัย มาตรการทางเทคนิค

          2) ข้อกังวลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง โดยรัฐ ซึ่งอาจจะกระทบภาคการลงทุนเพราะ สหภาพยุโรปมีระเบียบกำหนดมูลค่าการค้าเข้าตลาดไว้ ถ้าต่ำกว่าต้องใช้ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ3) นโยบายเรื่องการแข่งขัน ที่กฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมไปถึงรัฐวิสาหกิจและเอกชน ต้องแจงให้สหภาพยอมรับ ความแตกต่างด้านกฎหมายหรือมีคณะกรรมการร่วมกัน 4) มาตรการ เยียวยาทางการค้า ยังยึดหลักกฎหมายไทย ทั้งกฎหมายป้องกันและตอบโต้การทุ่มตลาด

          5) ประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาและทางสังคม คณะอนุกรรมการเห็นว่า ต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูลด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เพราะไทยยังไม่มีกฎหมายด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการละเมิดได้ อีกทั้ง ยังต้องการให้การคุ้มครองด้านทรัพย์สิน ทางปัญญาเป็นไปตามความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (TRIPs) ไม่ใช่ทำตามความต้องการของอียู และสุดท้ายยังมีความกังวลว่าสหภาพยุโรปอาจจะนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและแรง งานมาเป็นข้อกีดกันทางการค้า

          6) ประเด็นการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน เสนอให้เปิดเสรีค่อยเป็น ค่อยไปและพิจารณาความพร้อมของแต่ละธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีขอบเขตอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ขอให้ไทยได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจ้างงานการยกระดับทักษะแรงงานไทย มีมาตรการรองรับและปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน

ภาคประชาชนขอหยุด 5 ปีทบทวนบทเรียนเอฟทีเอ

          ขณะที่ นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ประธานคณะอนุกรรมการรับความคิดเห็นของภาคประชาสังคมกล่าวว่า หากต้องเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปก็ต้องปรับกรอบการเจรจาให้สอดคล้องกับความเห็น ที่รับฟังมาจากประชาชนทุกประเด็น อาทิ ข้อกังวล "ยกเว้น" การเจรจาเปิดตลาดสินค้ากลุ่มสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ จากการเปิดตลาดให้สินค้าราคาต่ำ จากต่างประเทศทะลักเข้ามาสร้างปัญหา ให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ

          ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถ ในการแข่งขันสินค้าผลไม้-นมผง- โคเนื้อ/โคนม-แร่ธาตุโพแทช/ยิปซัม หรือประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ควรรับข้อเสนอที่เกิดความตกลงทริปส์ (TRIPs Plus) ซึ่งอาจจะมีผลให้เกิดการผูกขาดสิทธิบัตรสินค้ายาจนเกิดปัญหาการเข้าถึงยา การผูกขาดความหลากหลายทางชีวภาพ ประเด็นการผูกขาดการลงทุนโดยเฉพาะธุรกิจเกษตร เช่น เมล็ดพันธุ์ และเคมีภัณฑ์ จึงไม่ควรให้สิทธิลงทุนเท่าเทียมกับคนไทย รวมถึงจะต้องยอมรับมาตรฐานที่มีความแตกต่างกันในด้านสิ่งแวดล้อม และแรงงาน

          "นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะจากเวทีการสัมมนาถึงขั้นให้ไทยหยุดการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปไว้ก่อนอย่างน้อย 5 ปีเพื่อเตรียมความพร้อมและศึกษารอบด้านจากบทเรียนการทำ FTA ที่ผ่านมาให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง" นางสาวกรรณิการ์กล่าว

นสพ.ประชาชาติธุรกิจ
ประจำวันที่ 16-18 สิงหาคม 2553

 

 


ที่สุดของเว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบน Smart Phone, Tablet และ iPad 100%


ที่สุดของเว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบน Smart Phone, Tablet และ iPad 100%

สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม เช่น สมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ, แท็บเล็ต รวมทั้ง iPad และ iPhone, เป็นเว็บไซต์ Responsive เต็มรูปแบบ ทั้งระบบ Front end และ Back end สะดวกทั้งผู้ชมและผู้ดูแลเว็บไซต์ เพราะสามารถใช้งาน iPad หรือ Tabletได้ทุกที่และทุกเวลา

คลิกดูรายละเอียด