บทความน่ารู้
ประเภทของน้ำอัดลม



ประเภทของน้ำอัดลม

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับน้ำอัดลมน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมประเภทหนึ่งเนื่องจากมีรสชาติอันยอดเยี่ยม แถมยังรสหวาน
ซาบซ่า ในที่นี้จะกล่าวถึงประเภทและส่วนประกอบภายในน้ำอัดลมกันก่อน

ถ้าแบ่งน้ำอัดลมตามลักษณะเฉพาะของสีและกลิ่น ที่มีจำหน่ายทั้งแบบบรรจุขวดและแบบกระป๋อง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 เป็นน้ำอัดลมรสโคล่า น้ำอัดลมประเภทนี้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำเชื้อโคล่าซึ่งมี
คาเฟอีนที่สกัดจากส่วนใบของต้นโคคาผสมอยู่ด้วย ปริมาณคาเฟอีนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด
ของน้ำอัดลมที่แตกต่างกันไป สำหรับสีน้ำตาลเข้มที่เป็นที่มาของสีน้ำดำหรือสีโคล่านั้น ส่วนใหญ่
แล้วจะมาจากสีผสมอาหารที่เป็นสีน้ำตาลไหม้
ประเภทที่ 2 เป็นน้ำอัดลมที่ไม่ใช่โคล่า ได้แก่ น้ำอัดลมที่ปรุงแต่งกลิ่นรสเลียนแบบน้ำผลไม้
เช่น ส้ม มะนาว หรือองุ่น น้ำหวานอัดลมพวกน้ำเขียว น้ำแดง และน้ำอัดลมที่สีเหมือนโคล่าแต่ไม่ใช่
คือ รู้ทเบียร์ น้ำอัดลมเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีคาเฟอีน เนื่องจากไม่ได้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำเชื้อชนิด
โคล่า อย่างไรก็ตามอาจมีการเติมคาเฟอีนสกัดเล็กน้อยในส่วนผสม เพื่อให้ได้ฤทธิ์กระตุ้นของคาเฟอีน
ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปล่าเมื่อดื่มด้วย
ส่วนประกอบของน้ำอัดลม
ส่วนประกอบของน้ำอัดลม มีดังนี้
1. ส่วนประกอบหลักแน่นอนที่สุดก็คือ น้ำ น้ำนี้ได้มาจากการนำน้ำบาดาลมาผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน จากนั้นก็จะมีการเติมส่วนประกอบตัวที่ 2 ลงไป
2. ส่วนประกอบตัวที่ 2 ก็คือ สารให้ความหวาน ซึ่งสารนี้ก็คือ น้ำตาลทรายหรือซูโครส นั่นเอง หรือในน้ำอัดลมบางชนิดจะมีการผสมน้ำตาลเทียมชนิดที่ใช้ใส่ในน้ำอัดลมคือ แอสปาร์แทม ลงไปแอสปาร์แทมเป็นกรดอะมิโนที่สามารถรับประทานได้แต่ต้องไม่มากเกินไปการ ผลิตน้ำอัดลมชนิดธรรมดาจะใช้น้ำตาลทรายเพียงอย่างเดียว นำมาผสมน้ำ แล้วต้มทำเป็นน้ำเชื่อมและกรอง ปัจจุบันมีการใช้สารให้ความหวานตัวอื่นเพิ่มมาอีก เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด และน้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง เป็นต้น จากนั้นจะมีการเติมส่วนประกอบตัวที่ 3 ลงไป
3. ส่วนประกอบตัวที่ 3 คือ สารปรุงแต่ง หรือที่เรียกกันว่า หัวน้ำเชื้อ จะเป็นส่วนผสมของสารที่ให้สีและกลิ่น จากนั้นก็ทำให้ของผสมทั้งหมดเย็นลงเพื่อทำการเติมส่วนประกอบตัวที่ 4 ลงไป
4. ส่วนประกอบตัวที่ 4 เป็นตัวที่ทำให้น้ำอัดลมมีชื่อว่าน้ำอัดลมสมชื่อ แต่จริง ๆ น่าจะชื่อว่า น้ำอัดแก๊สมากกว่า เนื่องจากส่วนประกอบตัวที่ 4 นี้ก็คือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) นั่นเอง โดยจะนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อัดลงในส่วนประกอบทั้ง 3 ที่ผสมไว้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างน้ำกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะต้องใช้ ความดันสูงหรือใช้การอัด
ให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ ได้ เนื่องจากในสภาวะความดันปกติ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำเลย ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานี้คือจะได้กรดคาร์บอนิกเป็นองค์ประกอบ โดยกรดคาร์บอนิกจะทำให้น้ำอัดลมซ่า และมีฟอง แต่กรด คาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสามารถสลายตัวได้ง่ายในภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น จะสังเกตได้ว่าถ้าเราตั้งน้ำอัดลมทิ้งไว้นาน ๆ รสชาติของน้ำอัดลมจะเปลี่ยนไปและไม่มีฟอง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือจะได้น้ำกับแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์นั่นเอง ดังนั้น เมื่อเราเปิดขวดน้ำอัดลมออก ความดันที่สูงในขวดน้ำอัดลมก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากการเกิดฟองนั่นเอง ดังนั้นก่อนรับประทานน้ำอัดลมจึงต้องเก็บน้ำอัดลมภายใต้ความดันหรือให้ความ เย็น
5. ถ้าเราลองดูส่วนผสมของน้ำอัดลมจากข้างขวดหรือข้างกระป๋องดู จะพบว่าหนึ่งในส่วนผสมนั้นคือ เอทิลีนไกลคอล สารตัวนี้เป็นตัวทำให้น้ำอัดลมเย็นจัดและช่วยป้องกันการแข็งตัวที่อุณหภูมิ0 องศาเซลเซียส เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเราจะนำน้ำอัดลมไปแช่เย็นก่อนจะนำมารับประทาน เอทิลีน- ไกลคอลนี้ก็จะช่วยให้น้ำอัดลมไม่แข็งตัวที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส โดยจะทำให้น้ำอัดลมแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่านั้น คือประมาณ -4 หรือ -5 องศาเซลเซียส
6. ส่วนประกอบตัวที่ 6 คือ คาเฟอีน คาเฟอีนไม่ได้มีเฉพาะในกาแฟ หรือในเครื่องดื่มบำรุงกำลังเท่านั้น แต่ยังมีในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเม็ดโคล่าด้วย คาเฟอีนเป็นสารที่มีกลิ่นหอม และเป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง ปริมาณคาเฟอีนโดยทั่วไปจะมี 3 ระดับ คือ
- ระดับต่ำ มีปริมาณคาเฟอีน 50-200 มิลลิกรัม เมื่อได้รับเข้าไปจะทำให้สดชื่น และไม่ง่วง
- ระดับปานกลาง มีปริมาณคาเฟอีน 200-500 มิลลิกรัม เมื่อได้รับเข้าไปจะทำให้ปวดศีรษะกระวนกระวาย และนอนไม่หลับ
- ระดับสูง มีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 1000 มิลลิกรัม เมื่อได้รับเข้าไปจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ใจ สั่น เบื่ออาหาร และทำให้เกิด คาเฟอีนนิซึม ได้ ปริมาณคาเฟอีนในน้ำอัดลมจะอยู่ในระดับต่ำต่อกระป๋องหรือต่อขวด ดังนั้นเมื่อได้รับประทาน
เข้าไปจึงทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป
7. ส่วนประกอบต่อไป คือ วัตถุกันเสียหรือสารกันบูด ใส่เข้าไปเพื่อให้สามารถเก็บน้ำอัดลมได้นาน
8. ส่วนประกอบอื่น ๆ ในน้ำอัดลม เช่น กรดซิตริกและกรดฟอสฟอริก เป็นกรดค่อนข้างแรง จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้การตรวจสอบหาส่วนประกอบในน้ำอัด ลม
มีตัวอย่างวิธีการตรวจสอบดังนี้
1. ตรวจสอบหาคาร์โบไฮเดรตหรือสารประเภทแป้งในน้ำอัดลม โดยใช้สารละลายไอโอดีน จาก
การตรวจสอบพบว่า น้ำอัดลมไม่มีสารประเภทแป้ง เนื่องจากไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีน
2. ตรวจสอบหาคาร์โบไฮเดรตหรือสารประเภทน้ำตาลในน้ำอัดลม โดยใช้สารละลายเบเนดิกต์ จาก
การตรวจสอบพบว่า น้ำอัดลมไม่มีส่วนประกอบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
3. ตรวจสอบหาโปรตีนในน้ำอัดลม โดยใช้สารละลายไบยูเรต จากการตรวจสอบพบว่า น้ำอัดลมไม่
มีสารประเภทโปรตีน เนื่องจากไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายไบยูเรต
4. ตรวจสอบหากรดคาร์บอนิกในน้ำอัดลม โดยใส่หินปูนลงไปในน้ำอัดลม จากการตรวจสอบ
พบว่า ในน้ำอัดลมมีกรดคาร์บอนิกเนื่องจากสามารถกัดกร่อนหินปูนได้
สมบัติทั่วไปของน้ำอัดลม
ค่า pH หรือค่าความเป็นกรด – เบสของน้ำอัดลมมีค่าประมาณ 3.4 ค่า pH ระดับนี้ แสดงว่า
น้ำอัดลมมีสมบัติเป็นกรด ซึ่งสามารถทำให้กระดูกและฟันผุกร่อนได้
ผลของการบริโภคน้ำอัดลมต่อร่างกาย
1. บางคนที่ชอบดื่มน้ำอัดลมหลังอาหาร จะเกิดผลต่อร่างกาย คือเนื่องจากเอนไซม์ย่อยอาหารจะ
ทำงานได้ดีที่ระดับอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิของน้ำอัดลมแช่เย็นจะต่ำกว่านี้มาก ซึ่ง
ความเย็นขนาดนี้จะทำให้เอนไซม์เจือจาง และระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ อาหารที่เราทาน
เข้าไปก็จะไม่ถูกย่อย และยังหมักหมมจนเกิดแก๊สและของเสียที่จะกลายเป็นพิษต่อร่างกายได้
2. ถ้าดื่มน้ำอัดลมในเวลาที่ใกล้จะถึงเวลารับประทานอาหาร หรือในระหว่างรับประทานอาหาร จะ
ทำให้อิ่มและทานอาหารได้น้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติได้
3. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดในน้ำอัดลมที่เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก เป็นกรดที่ทำให้เกิดการ
อักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจเกิดอาการปวดท้อง ทำให้ท้องอืด และปวดท้องเนื่องจากเกิด
แก๊สในกระเพาะอาหาร และจากสภาวะที่เป็นกรดของน้ำอัดลมทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรค
กระเพาะอาหารด้วย ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม
4. น้ำอัดลมมีรสหวานของน้ำตาล ถ้าดื่มมากจะเกิดการสะสม ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ และรสหวนยัง
จะทำให้ติดได้ง่าย ดังนั้นถ้าดื่มน้ำอัดลมมากและรับประทานอาหารอื่นน้อย จะทำให้ขาดสมดุล
ทางโภชนาการ ที่สำคัญคือ ในเด็กถ้าปล่อยให้ดื่มแต่น้ำอัดลมโดยไม่ได้ดูแลให้รับประทานอาหาร
ให้ครบตามหลักโภชนาการและครบตามหมู่ อาจทำให้เด็กขาดสารอาหารได้ และความหวานของ
น้ำอัดลมจะเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้ฟันผุได้
5. คาเฟอีนในน้ำอัดลม เป็นสารกระตุ้นประสาทที่ มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำ
ให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง แต่ต้องได้รับในปริมาณน้อยเท่านั้น และคาเฟอีนมี
ผลต่อการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสสูญเสียแคลเซียมจากร่างกาย และ
ผลจากฟอสเฟตสูงในน้ำอัดลม ทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำลงได้อีกด้วย
การบริโภคน้ำอัดลมที่ถูกต้อง
จากที่กล่าวมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นโทษจากการดื่มน้ำอัดลม แต่ปัจจุบันก็ยังมีการผลิต
น้ำอัดลมอยู่ เนื่องจากจริงๆ แล้วน้ำอัดลมก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างคือ ให้ความสดชื่นแก่ร่างกาย ดื่มแล้ว
จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา เนื่องจากในน้ำอัดลมมี
คาเฟอีนสกัดปริมาณเล็กน้อยผสมอยู่ และที่สำคัญน้ำอัดลมยังให้พลังงานแก่ร่างกายเนื่องจากใน
น้ำอัดลมมีน้ำตาลอยู่ ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ แต่จุดอ่อนของน้ำอัดลมก็คือได้
พลังงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีสารอาหารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีก เรียกว่าพลังงานที่ว่าง
เปล่า หรือ Empty calories ปริมาณพลังงานที่ให้ต่อ 1 หน่วยบริโภคของน้ำอัดลมบรรจุกระป๋อง ความ
จุ 325 มิลลิลิตร จะให้พลังงานประมาณ140 -250 กิโลแคลอรี ขึ้นกับปริมาณน้ำตาลที่เติมในแต่ละยี่ห้อ
ถ้า ต้องการจะดื่มน้ำอัดลมจึงควรมีการบริโภคที่ถูกต้องนั่นก็คือ หลังจากที่ดื่มน้ำอัดลมแล้ว
ควรบ้วนปากหรือแปรงฟันด้วยเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันฟันผุ และไม่ควรดื่มน้ำอัดลมระหว่าง
รับประทานอาหารมื้อหลัก หรือถ้าดื่มน้ำอัดลมก็ควรดื่มในปริมาณน้อย และรับประทานอาหารให้
มากกว่าการดื่มน้ำอัดลม และที่สำคัญไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากเกินไป ควรหันมาดื่มน้ำผลไม้
นม หรือน้ำเปล่าแทน นอกจากจะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นแล้ว ยังทำให้ร่างกายแข็งแรง และมี
ประโยชน์กับร่างกายอีกด้วย

 

ขอบคุณที่มา : http://nanapai.blogspot.com/2010/06/blog-post_19.html


แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ


เว็บไซต์สำเร็จรูป รองรับการแสดงผลบนมือถือ

เป็นเว็บไซต์ระบบ Responsive 100% สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้เองโดยอัตโนมัติ ตามอุปกรณ์ที่เปิดชม (ทั้ง Front end และ Back end) เช่น สมาร์ทโฟนทุกรุ่น, แท็บเล็ต, iPad และ iPhone เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาโปรโมชั่น...


คลิกดูรายละเอียด